ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 31.18 แข็งค่าจากวานนี้ มองกรอบวันนี้ 31.15-31.25 แนวโน้มผันผวนตามแรงซื้อขาย

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday February 12, 2020 09:11 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 31.18 แข็งค่าจากวานนี้ มองกรอบวันนี้ 31.15-31.25 แนวโน้มผันผวนตามแรงซื้อขาย

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 31.18 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปิด ตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 31.26 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวตามทิศทางของกระแสเงินทุนต่างประเทศ แต่ไม่ตอบสนองกรณีที่ประธานธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) แถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมีแนวโน้มดี

"บาทแข็งค่าจากเย็นวานนี้ตามการเคลื่อนไหวของ fund flow และทิศทางค่อนข้างผันผวน" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 31.15 - 31.25 บาท/ดอลลาร์

THAI BAHT FIX 3M (11 ก.พ.) อยู่ที่ระดับ 0.90066% ส่วน THAI BAHT FIX 6M อยู่ที่ระดับ 0.89154%

*ปัจจัยสำคัญ

  • - เงินเยนอยู่ที่ 109.84 เยน/ดอลลาร์ จากเน็นวานนี้ที่ระดับ 109.85 เยน/ดอลลาร์
  • - เงินยูโรอยู่ที่ 1.0917 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.0910 ดอลลาร์/ยูโร
  • - อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 31.1930 บาท/ดอลลาร์
  • - ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาษีของกระทรวงการคลัง 2 มาตรการ เพื่อช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุน
ภายในประเทศ โดยมาตรการแรกเป็นมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนอีกมาตรการเป็นมาตรการภาษี
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ทั้ง 2 มาตรการนี้ กระทรวงการคลังจะมีการลดภาษี และยกเว้นภาษีด้วยการออก
เป็นร่างพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้รวมไปประมาณ 124 ล้านบาท
  • - เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า
การประมูล 5จี ในวันที่ 16 ก.พ.นี้ เชื่อว่าจะมีการแข่งขันดุเดือดอย่างแน่นอน
  • - ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าจะ
กลับมาปรับตัวแรงมากกว่า 1,600 จุด หลังจากผ่านจุดต่ำสุด ด้วยปัจจัยลบต่างๆ ทั้งสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ค่าเงินบาทแข็ง และการ
แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนามาแล้ว ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนอย่าง พ.ร.บ.การเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลที่ไม่ได้ล่าช้าอย่างที่คาดการณ์
การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมาตรการอื่น ๆ ช่วยกระตุ้น ทำให้ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้
ว่าจะขยายตัวในช่วง 2%-2.2%
  • - สธ.เผยพบผู้ป่วยยืนยันติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพิ่ม 1 ราย เป็นรายที่ 33 เป็นหญิงชาวจีนอายุ 54 จากอู่
ฮั่น
  • - องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศตั้งชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า COVID-
19 ซึ่งย่อมาจาก "coronavirus disease starting in 2019" หรือโรคไวรัสโคโรนาที่เริ่มต้นในปี 2019
  • - สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน
(JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ดิ่งลง 8% สู่ระดับ 6.4 ล้านตำแหน่งในเดือนธ.
ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2560 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.9 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 6.8 ล้านตำแหน่งใน
เดือนพ.ย.
  • - ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 6 แสนล้าน
ดอลลาร์ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการเงิน
  • - ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้
โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวปานกลาง และปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง
ขณะที่ตลาดแรงงานมีการจ้างงานจำนวนมาก
  • - ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและเงินปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้
(11 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง เช่นสกุลเงินยูโร หลังจากสถานการณ์
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เริ่มส่งสัญญาณในด้านบวก
  • - สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเป็นวันแรกในรอบ 5 วันทำการเมื่อคืนนี้ (11 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนลดคำสั่งซื้อ
สินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากมีรายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายใหม่ในจีนเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งรายงานดังกล่าวถือเป็นสัญญาณบวกที่
ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสดังกล่าว
  • - ข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนี

ราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค., ยอดค้าปลีกเดือนม.ค., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนม.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค.,

สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนธ.ค. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ