(เพิ่มเติม) ม.หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ที่ 47.2 ลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนตามความวิตกผลโควิด-19

ข่าวเศรษฐกิจ Friday May 8, 2020 12:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) ม.หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ที่ 47.2 ลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนตามความวิตกผลโควิด-19

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน เม.ย.63 อยู่ที่ 47.2 จากเดือน มี.ค. 63 ที่อยู่ในระดับ 50.3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมเดือน เม.ย. อยู่ที่ 39.2 ลดลงจากเดือน มี.ค.63 ที่อยู่ในระดับ 41.6

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวจากการปิดกับโอกาสหางานทำเท่ากับ 46.0 จาก 49.3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 56.4 จาก 59.9

ปัจจัยลบ ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ และภาวะเศรษฐกิจของประทเศในอนาคต โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการต่างๆ, รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เช่น การสั่งปิดห้างสรรพสินค้าและสถานที่ต่างๆ ส่งผลให้เกิดการปิดกิจการ ยกเลิการจ้างงาน มีแรงงานตกงาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งมีการขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 1 เดือน (1-31 พ.ค.63)

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรและการหารายได้ของประชาชนในภูมิภาคต่างๆ, ราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ มันสำปะหลัง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรโดยส่วนใหญ่ยังทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดขยายตัวไม่มากนัก, เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังสะท้อนว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศสุทธิไหลออก, ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและกระจุกตัว และกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวสูง รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์ฯ กล่าวเสริมว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคติดลบต่อเนื่องต่ำสุดในรอบ 259 เดือน หรือ 21 ปี 7 เดือน รวมทั้งความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมและรายได้โดยรวมต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 22 ปี จากการที่เศรษฐกิจถูกบั่นทอนมานานจากสงครามการค้า ทำให้ขยายตัวต่ำมาตั้งแต่ไตรมาส 3/61 ซึ่งเป็นปีแรกที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 4% และปี 62 ทั้งปีเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 3%

สำหรับครึ่งแรกของปี 63 นี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบ -8 ถึง -10% โดยไตรมาส 2/63 น่าจะติดลบหนักที่สุด โดยจะถึงจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย.ก่อนจะเริ่ม Reopen หรือ Restart ธุรกิจหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะหดตัวลากยาวต่อเนื่องถึงไตรมาส 3/63 ก่อนจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/63 ซึ่งการรีสตาร์ทธุรกิจได้เร็วจะช่วยชะลอการปลดคนงานได้ดีและจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมากจนเกินไป

"เดิมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่าเศรษฐกิจน่าจะติดลบ -8.8% ถ้าไม่มาตรการกระตุ้น แต่พอมีมาตรการกระตุ้นออกมาเรามองว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวติดลบ -3.5 ถึง -5% โดยจะติดลบต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ก่อนจะฟื้นตัวและกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4"นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า การคลายล็อกดาวน์รอบแรกจะทำให้เม็ดเงินหมุนกลับมาในประเทศประมาณ 2-3 พันล้านบาท/วัน หรือประมาณ 6-9 หมื่นล้านบาท/เดือน ขณะที่การคลายล็อกดาวน์รอบ 2 ในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้จะทำให้มีเงินเติมเข้ามาในระบบอีก 6-8 พันล้านบาท/วัน หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท/เดือน

"จุดสำคัญที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้คือการรีสตาร์ทธุรกิจ เพราะในสถานการณ์ปกติการจับจ่ายใช้สอยในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่พอมีการล็อกดาวน์และกังวลสถานการณ์โควิด เงินหายไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท/วันจากการชะลอการท่องเที่ยวภายในประเทศ ชะลอการซื้อสินค้าทั้งสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย"นายธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาประชาชนเข้ามาดูแลผลกระทบ บรรเทาผลกระทบจากการว่างงานด้วยเงิน 5 พันบาท แก่ประชาชน 16 ล้านคน และเราคาดว่ารัฐบาลน่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงประมาณไตรมาสที่ 3 ประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นในรูปแบบไหน เช่น การกระตุ้นผ่านกองทุนหมู่บ้าน ผ่านเศรษฐกิจชุมชน หรือการจ้างงานในพื้นที่ ยิ่งการกระตุ้นมีการกระจายตัวไปทุกพื้นที่และมีการจ้างงานกลับมาโดยเฉพาะการจ้างงานในท้องถิ่น การซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเร็วขึ้น

และหวังว่าหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินได้ในช่วงเดือน ก.ค.63 ก็น่าจะทำให้คนไทยเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ทั้งการสัมมนา ประชุม การท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลเริ่มมีแนวคิดการคลายล็อกการประชุมสัมมนาแล้ว หากดำเนินการในกรอบที่เหมาะสมกับ Social Distancing จะทำให้สามารถกระจายเม็ดเงินไปดูแลภาคการท่องเที่ยวและภาคการโรงแรมในต่างจังหวัด ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้นในไตรมาส 3/63 และคาดว่า Soft Loan ของรัฐบาลที่เตรียมไว้ 4 แสนล้านบาทจะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

สำหรับแนวโน้มการปลดล็อกให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศเป็นสัญญาณที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 3/63 และถ้าสถานการณ์ของการปลอดเชื้อโควิด-19 ในเอเชียและทั้งโลกดีขึ้น คาดว่าไตรมาส 4/63 นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเริ่มกลับมา 6 ล้านคน หรือเดือนละประมาณ 2 ล้านคนขึ้นอยู่กับมาตรการของรัฐ น่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นกลับขึ้นมาเร็วและทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัว -3.5%


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

รับทราบและยอมรับ