ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 31.83/86 เคลื่อนไหวกรอบแคบ หลังระหว่างวันไร้ปัจจัยสำคัญต่อตลาด คาดกรอบพรุ่งนี้ 31.80-31.90

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday May 21, 2020 17:35 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 31.83/86 เคลื่อนไหวกรอบแคบ หลังระหว่างวันไร้ปัจจัยสำคัญต่อตลาด คาดกรอบพรุ่งนี้ 31.80-31.90

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 31.83/86 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ เปิดตลาดที่ระดับ 31.87/89 บาท/ดอลลาร์

เงินบาทตลอดทั้งวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ตามแรงซื้อขายปกติ เนื่องจากไม่มีปัจจัยสำคัญต่อตลาดมากนัก โดยระหว่างวัน เงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.82 บาท/ดอลลาร์ และอ่อนค่าสุดที่ระดับ 31.86 บาท/ดอลลาร์

"บาทวันนี้ไม่ค่อยมีปัจจัยอะไรสำคัญมาก ตัวเลขที่นักลงทุนจับตาดูก็ผ่านไปหมดแล้ว ระหว่างวันเลยเคลื่อนไหวแคบๆ คาดว่า พรุ่งนี้ก็เช่นกัน" นักบริหารเงินระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80 - 31.90 บาท/ดอลลาร์

  • ปัจจัยสำคัญ
  • เงินเยนอยู่ที่ระดับ 107.70/85 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 107.68/68 เยน/ดอลลาร์
  • เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.0960/0969 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.0959 ดอลลาร์/ยูโร
  • ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,320.69 จุด ลดลง 1.51 จุด (-0.11%) มูลค่าการซื้อขาย 70,212 ล้านบาท
  • สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 3,372 ลบ.(SET+MAI)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ลง 0.25-0.35%มีผลวันนี้ ขณะที่ธนาคาร
กสิกรไทย (KBANK) ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR-MLR-MRR ลง 0.13%-0.38% ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ลดดอกเบี้ยเงินกู้
MLR-MOR-MRR ในช่วง 0.125-0.35% มีผลพรุ่งนี้
  • ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBEIC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพื่อรอดูผลของการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและมาตรการทาง
การคลังที่ได้ดำเนินไปค่อนข้างมาก แต่หากในช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไทยยังหดตัวรุนแรง การส่งออก การบริโภคในประเทศไม่ฟื้นตัว
อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น กนง.ก็มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีกอย่างเร็วในช่วงไตรมาส 3
  • ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค. จะงดแถลงตัวเลข
ประมาณการเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 และ 2 ปี 2563 เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเข้า
สู่ภาวะปกติ ซึ่งตอนนี้กระทรวงการคลังจะใช้ตัวเลขประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ไปก่อน
  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือด้านมาตรการการเงินและการคลัง โดยได้เชิญผู้ประกอบการ และผู้
แทนจาก 13 สาขาวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว เพื่อนำไปสู่การเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาหลังจาก
สถานการณ์คลี่คลาย
  • ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มติเห็นควรให้ต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก
เฉิน พ.ศ.2548 ออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนพ.ค.63 เนื่องจากมองว่าช่วง 1 เดือนจากนี้ จะมีการผ่อนคลาย
มาตรการในระยะที่ 3 และ 4 จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับมาตรการให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยเตรียมเสนอเข้าที่ประชุม
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) วันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.) หากได้รับความเห็นชอบ จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะ
รัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า
  • คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) อนุมัติร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชน
ในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก หลังจากคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนได้บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มกิจการร่วม
ค้าบีบีเอส โดยจะเสนอเข้า ครม.เพื่อลงนามกับเอกชนในต้นเดือนมิ.ย.นี้ และเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 66
  • กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนเม.ย.63 ลดลง 21.9% ถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤต
การเงินโลกเมื่อปี 2552 เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุปสงค์ทั่วโลก
  • ตลาดการเงินจับการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) วันพรุ่งนี้ โดยแหล่งข่าวระบุว่า คณะผู้นำจีนอาจจะยกเลิก
การกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนประจำปี 2563 ในการประชุม NPC ครั้งนี้ เนื่อง
จากการแพร่ระบาดทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนเผชิญกับความไม่แน่นอน
  • "แอสตร้าเซนเนก้า" ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติอังกฤษ-สวีเดน กำลังดำเนินการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของมหา
วิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนดังกล่าวได้ โดยจนถึงขณะนี้ได้ตกลงที่จะทำการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19
รวม 1,000 ล้านโดสแล้ว และจะเริ่มการส่งมอบเป็นครั้งแรกในเดือนก.ย.63

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ