"บดินทร์ธร" ตั้งเข็มทิศดันรายได้ "เรียลแอสเสทฯ" แตะ 3-4 พันลบ.ภายในปี 67

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday January 28, 2021 15:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าหมายรายได้จะเติบโตแตะ 4,065 ล้านบาทในปี 67 เป็นไปตามยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ที่คาดจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ยกเว้นในปี 65 ไม่มีโครงการใหม่ แต่ยังมีการรับรู้รายได้โครงการ a space Mega เข้ามาหนุนภาพรวม

ขณะที่บริษัทวางเป้าหมายในปี 64 จะมีรายได้เติบโต 2,970 ล้านบาท โดยจะมาจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 1,905 ล้านบาท และแนวราบ 1,065 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ 238 ล้านบาท หลักๆ จะมาจากโครงการ LAVIQ Sukhumvit 57 และแนวราบบางส่วนที่คาดว่าจะทยอยโอนได้เร็วๆ นี้ รวมถึงยังมีโครงการ AESTQ Thonglor และ a space Mega ที่คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้เป็นต้นไป

"ครึ่งปีแรกนี้น่าจะเป็นสภาวะที่ระบายสต๊อกเหลือขาย และชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ แต่คิดว่าจากสถานการณ์โควิด-19 เราเริ่มปรับตัวได้แล้ว ครึ่งปีหลังนี้ก็น่าจะมีกิจกรรมหลายๆ อย่างมากขึ้น โปรเจ็คต์ที่ delay มาจากปีก่อนก็คงเริ่มมาเปิดในครึ่งปีหลังมากขึ้น และซื้อที่ดินกันมากขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาคอนโดมิเนียมในอนาคต"

บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 5 โครงการ มูลค่ารวม 7,190 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวราบ 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,510 ล้านบาท ได้แก่ ทาวน์โฮม 2 ชั้น แบรนด์ Stories รังสิต-วงแหวน มูลค่า 463 ล้านบาท, ทาวน์โฮม Stories บางนา-สุวรรณภูมิ มูลค่า 600 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว Viranya บางนา-สุวรรณภูมิ มูลค่า 600 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ได้แก่ The Stace mindscap รัชดา-ห้วยขวาง มูลค่า 2,150 ล้านบาท

และโครงการลงทุนในปีที่ผ่านมา จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ a Space Mega 1 มูลค่า 2,530 ล้านบาท คาดจะมีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารแรกได้ภายในไม่เกินครึ่งปีแรกนี้ วางเป้าหมายยอดขาย (Pre-sale) ในปีนี้ไว้ที่ 2,350 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,050 ล้านบาท

ที่ผ่านมาบริษัทพัฒนาโครงการมาแล้วทั้งสิ้นจำนวน 21 โครงการ มูลค่ารวม 30,500 ล้านบาท โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและจะเปิดขายในปีนี้รวมจำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท

"ปีนี้ยังเป็นปีที่ท้าทาย แต่เราก็ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายไว้ก่อน ซึ่งหากดูผลการดำเนินงานที่ผ่านมา บริษัทยังมียอดขาย-ยอดโอนกรรมสิทธิ์เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ที่เติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีก่อน และปีนี้เราก็ตั้งเป้าสูงขึ้นไปอีก ทั้งยอดขายที่คาดจะเติบโต 2,350 ล้านบาท และเป้าโอนเกือบ 3,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเรามีการลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียม a space Mega 1-2 มูลค่ารวมราว 4,400 ล้านบาท ซึ่งเราคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวที่ 18-19% ของมูลค่ารวม และตั้งเป้า 2 โปรเจ็คต์รวมกันมีกำไร 900 ล้านบาทภายใน 3-4 ปีจากนี้ จากจะสามารถเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ตึกแรกปีนี้ และบางส่วนทยอยไปปีหน้า ส่วนตึกที่สองก็น่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในปีถัดๆ ไป"นาบบดินทร์ธร กล่าว

สำหรับการลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียม หรือแนวราบอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทฯ ก็ยังคงมองโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์โควิด-19 รอบใหม่ และภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ก็น่าจะทำให้มี ASSET แบบนี้อยู่อีกมาก ซึ่งการลงทุนของบริษัทฯ อาจจะไม่ได้ลงทุนทั้งหมด แต่อาจจะลงทุนบางส่วน

นายบดินทร์ธร กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ มองว่ายังเป็นปีที่ท้าทาย จากสถานการณ์โควิด-19, ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น โดยภาพการแข่งขันของตลาดฯ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์น่าจะหันมามุ่งเน้นที่ลูกค้าระดับกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงในโลเคชั่นที่มีกำลังซื้อ และมีการเลือกเปิดโครงการที่ตรงกันกลุ่มลูกค้าการใช้นวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปีที่น่าจับตามอง และคาดหวังว่าสถานการณ์ในภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการดูโครงการออนไลน์ จองออนไลน์ ส่งเอกสาร ทำให้การขายมีโมเมนตัมดีขึ้น และ Sentiment ภาพรวมไม่เป็นลบเกินไป อีกทั้งยังได้รับปัจจัยหนุนจากภาครัฐ ที่มีการลดภาษีที่ดิน ลดค่าจดจำนอง ค่าโอนกรรมสิทธิ์

บริษัทฯยังคงมั่นใจในทำเลและสินค้าของโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ เน้นฐานลูกค้าเรียลดีมานด์เป็นหลัก มุ่งการทำวิจัยตลาดอสังหาฯศึกษาถึงข้อมูลและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เพื่อให้สินค้าออกมาตรงตามความต้องการมากที่สุด เน้นกลยุทธ์การตลาดในด้านราคามากขึ้น ชูราคาเป็นจุดขาย เนื่องจากสภาวะความคิด และพฤติกรรมของลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงยังเริ่มมองหาที่ดินใหม่ๆ ในโลเคชั่นที่เข้าเมืองได้สะดวก เช่น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, สายสีเขียว เหนือ-ใต้ และยังติดตามความคืบหน้าการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 2 ปีนี้ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในอนาคต ในราคาที่ย่อมเยาว์ ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ