เวิลด์แบงก์ ขยับเพิ่ม GDP ไทยปี 66 เป็นโต 3.9% ท่องเที่ยวฟื้น-ดีมานด์จากจีนแกร่งกว่าคาด

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday June 28, 2023 15:23 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ธนาคารโลก (World Bank) เปิดรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยประจำเดือน มิ.ย.66 ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวทาง เศรษฐกิจ (GDP) ในปี 66 เพิ่มเป็น 3.9% จากเดิม 3.6% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือน เม.ย.66 โมเมนตัมการฟื้นตัวจะแข็งแกร่งขึ้น จากที่ขยายตัว 2.6% ในปี 65 โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวก่อนที่จะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลกระทบเศรษฐกิจ โลก รวมถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเกินคาดจากจีนมีส่วนช่วยสนับสนุนด้วย ขณะที่การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวเนื่องจากอุปสงค์ที่ลดลงใน ประเทศเศรษฐกิจหลัก

หลังจากการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวในปี 65 จากการเปิดประเทศ ในปีนี้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ถือว่ายังคง แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและดีขึ้นของตลาดแรงงานและความต้องการท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่าง แข็งแกร่งจากที่อั้นมานาน แต่การลงทุนภาครัฐจะยังคงอ่อนแอเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ใช้เวลานาน

ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 67 และ 68 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.6% และ 3.4% ตามลำดับ โดยการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่อุปสงค์ภายนอกอ่อนตัวลง สำหรับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งชะลอลงจากกว่า 3.6% ในช่วงปี 53-62

ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะกลับมาเกินดุลในปี 66 ที่ 2.5% ของ GDP จากการค้าทั้งสินค้าและบริการ หลังจากที่ขาดดุลตลอด ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าแนวโน้มการส่งออกสินค้าจะยังคงชะลอตัว แต่มูลค่าการนำเข้าที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มผ่อนคลาย ลงจะส่งผลให้การเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและค่าขนส่งที่เริ่มกลับมาเป็นปกติจะเป็นปัจจัยสนับสนุน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในระดับปานกลางถึง 2% ในปี 66 ต่ำกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ ท่ามกลาง ราคาพลังงานโลกที่เริ่มผ่อนคลาย การตรึงราคาสินค้า และการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงจาก 6.1% ใน ปี 65 สะท้อนให้เห็นถึงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะลดลงจาก 25% ในปี 65 เหลือเพียง 1.9% รวมทั้งการเติบโตของ เศรษฐกิจที่จะยังต่ำกว่าระดับศักยภาพไปจนถึงปี 68

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 84 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 66 ท่ามกลางอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง การตรึง ราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งรวมถึงไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มจะยังคงอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 3/66 จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อใน ช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิด โดยแม้ว่าการควบคุมราคาพลังงานและการขนส่ง สาธารณะอย่างต่อเนื่องช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ แต่การที่ภาครัฐใช้มาตรการควบคุมราคาอาจจะส่งผลกระทบให้การกระจายรายได้ ถดถอยลง ลดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร และบิดเบือนกระบวนการเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความซับซ้อน มากยิ่งขึ้น

ขณะที่หนี้สาธารณะในระยะปานกลางคาดว่าจะขึ้นไปสูงสุดที่มากกว่า 60% ต่อ GDP เล็กน้อย หนี้สาธารณะในระยะปานกลาง คาดว่าอยู่ในระดับที่มีความยั่งยืน เนื่องจากการขาดดุลการคลังที่แคบลง และ GDP ที่ฟื้นตัว จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ค่อย ๆ ลดลง นอกจากนี้ หนี้สาธารณะส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินท้องถิ่น จึงได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่มากนัก

แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ระดับผลผลิตยังไม่น่าจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด และคาดว่าจะยังคงต่ำกว่าระดับ ศักยภาพในปี 66 ไปจนถึงปี 68 การกลับสู่เส้นทางดังกล่าวอาจช้าลงไปอีกจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ยากลำบากและราคาพลังงานที่ อาจกลับมาสูงขึ้น ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจทำให้การลงทุนภาครัฐหยุดชะงัก ความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าสู่สังคมผู้ สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับการสะสมทุนที่ต่ำ ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่สูง อาจเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตที่ระดับศักยภาพ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยง ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/66 ที่ผ่านมา เวิลด์แบงก์ระบุว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นที่ 4.5% ปัจจัยสนับสนุนมา จากอุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยว แต่ยังคงตามหลังประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากความท้าทายภายนอก บัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและราคาน้ำมันที่ลดลง อัตราเงินเฟ้อได้พุ่งสู่ระดับสูงสุดและกลับเข้าสู่ช่วงเป้าหมายของธนาคารแห่ง ประเทศไทย แต่ก็ยังคงมีแรงกดดันด้านราคา

มาตรการทางการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ส่งผลให้ การปรับภาวะการคลังให้เข้าสู่สมดุลทำได้ช้า ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ยาวนานอาจชะลอการลงทุนภาครัฐ ระบบการ เงินโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาค ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การค้า และการบริการ

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจมหภาค

2563 2564 2565 2566f 2567f 2568f อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

(ณ ราคาประจำปี)                         -6.1    1.5    2.6    3.9     3.6     3.4
การบริโภคภาคเอกชน                       -0.8    0.6    6.3    3.8     3.4     3.0
การบริโภคภาครัฐ                           1.4    3.7    0.2   -2.6     1.1     2.5
การลงทุนรวม                             -4.8    3.1    2.3    2.1     2.1     3.7
การส่งออกสินค้าและบริการ                  -19.7   11.1    6.8    7.3     6.4     4.3
การนำเข้าสินค้าและบริการ                  -13.9   17.8    4.1    1.5     4.2     4.0
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
(ณ ราคาประจำปี)
ภาคเกษตรกรรม                           -2.9    2.6    0.5    1.4     2.0     2.2
ภาคอุตสาหกรรม                           -5.1    6.0   -1.0    0.7     2.8     3.6
ภาคบริการ                               -5.6   -0.5    4.9    6.4     4.6     3.7
เงินเฟ้อ (ดัชนีราคาผู้บริโภค)                 -0.8    1.2    6.1    2.0     1.9     1.3
ดุลบัญชีเดินสะพัด (ร้อยละ ต่อ GDP)             4.2   -2.1   -3.5    2.5     4.4     4.9
ดุลการคลัง (ร้อยละ ต่อ GDP)                -4.7   -7.0   -4.5   -2.1    -1.9    -1.9
หนี้สาธารณะ (ร้อยละ ต่อ GDP)               50.2   57.8   59.7   59.0    58.5    58.7

แท็ก ธนาคารโลก   GDP  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ