ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สหรัฐขานรับ"โอบามา"ชนะเลือกตั้งปธน.สหรัฐ คาดสานต่อแผนฟื้นฟูอุตฯรถยนต์

ข่าวต่างประเทศ Wednesday November 5, 2008 14:50 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส, ฟอร์ด มอเตอร์ และบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในสหรัฐ ขานรับชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของนายบารัค โอบามา พร้อมกับคาดหวังว่า โอบามาจะยังคงสานต่อนโยบายให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์

แอน วิลสัน โฆษกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "ทางสมาคมมีสมาชิกมากมายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์สินเชื่อ ดังนั้นเราจำเป็นต้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเพื่อให้สมาชิกสามารถรักษาฐานการผลิตในอเมริกาไว้ได้"

ภารกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐคือ การตอบสนองข้อเรียกร้องของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องการให้รัฐบาลนำงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ออกมาจัดสรรเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ลงนามให้มาตรการ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

ด้านนายเดฟ แมคเคอร์ดี้ ซีอีโอกลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตยานยนต์แห่งสหรัฐ ซึ่งจีเอ็ม ฟอร์ด โตโยต้า และค่ายรถยนต์ชื่อดังรายอื่นๆเป็นสมาชิกด้วยนั้น กล่าวว่า "นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ จนถึงขณะนี้งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ยังมาไม่ถึงมือพวกเรา"

โอบามากล่าวในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า การให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็น "ภารกิจเร่งด่วน" ซึ่งรัฐบาลควรจัดหาเงินทุนให้อุตสาหกรรมดังกล่าวให้มากเท่าที่จำเป็น พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้นโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในสหรัฐ รวมถึงการสนับสนุนให้มีการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน

การเจรจาควบรวมกิจการระหว่างบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) และบริษัท ไครสเลอร์ แอลแอลซี กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นมากขึ้นในสัปดาห์นี้ ขณะที่ทั้งสองบริษัทกำลังจับตาดูว่ารัฐบาลสหรัฐจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เพื่อผลักดันให้การทำข้อตกลงเสร็จสมบูรณ์

อิเตย์ มิเชลี นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ป โกลบอล มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า บริษัท เซอร์เบรัส แคปิตอล เมเนจเมนท์ ซึ่งเป็นเจ้าของไครสเลอร์สนับสนุนให้ทั้งสองบริษัทควบรวมกิจการกัน และการเจรจาต่อรองของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐยังคงดำเนินไป ทั้งนี้ จีเอ็มและไครสเลอร์มีความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มอีก 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้



เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ