ศาสตราจารย์นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า รูปแบบการขยายตัวแบบเดิมๆของเอเชียที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลักนั้น ได้จบสิ้นลงแล้ว และประเทศเอเชียต้องใช้นโยบายกระตุ้นอัตราการอุปโภคบริโภคและดีมานด์ภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น จึงจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ในระยะกลาง
"กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลักมากกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลกถึง 2 เท่า โดย 60% ของยอดส่งออกในเอเชียมีจุดหมายปลายทางที่สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป แต่เอเชียจำเป็นต้องหารูปแบบการเติบโตแบบใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป เพราะเมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย เอเชียจะถูกกระทบหนักกว่าภูมิภาคอื่น แต่การที่เอเชียจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเติบโตได้นั้นอาจต้องใช้เวลานาน และอาจทำให้เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาคอื่นด้วย" ศาสตราจารย์รูบินีกล่าวศาสตราจารย์รูบินียังกล่าวด้วยว่า "เศรษฐกิจเอเชียอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ ยกเว้นจีนและอินเดีย แต่คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะฟื้นตัวในปีหน้า แต่ถึงกระนั้นหากเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียด้วย"
"ด้วยเหตุนี้ เอเชียจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นการคลังและดีมานด์ภายในประเทศ จึงจะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้อยู่รอดได้หากเศรษฐกิจในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของเอเชีย ยังไม่ดีขึ้น" รูบีนีกล่าวธนาคารเพื่อการพัฒนาคาดว่า ยอดส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอาจจะหดตัวลง 10.3% ในปีนี้ หลังจากที่ขยายตัว 14.7% เมื่อปีที่แล้ว
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในเอเชียจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.3% ในปีนี้ จากปีที่แล้วที่ 5.1% ก่อนที่จะขยายตัวขึ้น 4.3% ในปีหน้า ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่ายอดส่งออกของเอเชียจะร่วงลง 10.3% ในปีนี้ หลังจากขยายตัวขึ้น 14.7% เมื่อปีที่แล้ว สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน