อลัน เทรซี ประธาน ยู.เอส. วีท แอสโซซิเอทส์ อิงค์ คาดการณ์ว่า อุปทานข้าวสาลีทั่วโลกในปีนี้จะอยู่ในสภาพที่ตึงตัวอย่างหนัก แม้ว่าจะมีผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่พุ่งขึ้น
ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่ผู้ปลูกข้าวสาลีทั่วโลกจะเก็บผลผลิตได้มากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้สูงสุดเท่าที่เคยมีมาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ถึงกระนั้น การบริโภคข้าวสาลีอาจจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอาจจะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการรับประทานเนื้อสัตว์ไปเป็นธัญพืชแทน
บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าว ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ราคาอาหารสูงขึ้น และเกิดเหตุจลาจลปะทุขึ้นในเฮติและไอวอรี่ โคสต์ ขณะที่สมาคมธัญพืชสากลประเมินว่า ผลผลิตข้าวสาลีทั่วโลกสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 687 ล้านเมตริคตันในปี 2551-2552
เทรซีกล่าวว่า สำรองข้าวสาลีที่มีอยู่ค่อนข้างจะตึงตัว และคาดว่า stocks-to-use ratio หรือมาตรวัดความตึงตัวของอุปทาน จะอยู่ที่ 23-24% ในช่วงสิ้นปี 2552-2553 เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติปี 2549-2550 ที่ 19%
โนบูยูกิ ชิโน ประธานยูนิแพค เกรน กล่าวว่า ระดับสำรองของข้าวสาลีที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 25% หากอุปทานร่วงลงต่ำกว่าระดับดังกล่าว สถานการณ์ในตลาดเช่นนั้นสามารถเรียกได้ว่าตึงตัว และราคาข้าวสาลีก็อาจจะปรับตัวขึ้นตามราคาถั่วเหลือง
สัญญาซื้อขายข้าวสาลีล่วงหน้าในตลาดชิคาโก้ร่วง 0.6% แตะ 5.815 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เมื่อเวลา 15.03 น.ตามเวลาท้องถิ่นในโตเกียว โดยราคาได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6.77 ดอลลาร์ต่อบุชเชลเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.แล้ว จากการคาดการณ์ที่ว่า ฝนที่ตกลงมาอาจจะทำให้ผลผลิตช่วงฤดูหนาวในสหรัฐเสียหาย และการเพาะปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะล่าช้าออกไป ส่วนราคาคงจะยังอยู่ที่ช่วงขาลงไป 4.8% ในปีนี้เมื่อเปรียบเทียบราคาข้าวโพดที่ปรับตัวขึ้น 3.1% และถั่วเหลืองที่พุ่งขึ้น 26%
เทรซีกล่าวต่อไปว่า เราอยู่ในช่วงที่ใกล้จะเกิดภาวะสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ หากปัญหาด้านการผลิตทำให้ผลผลิตในบางประเทศ เช่น สหรัฐ หรือ อินเดีย ลดลง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาวะสมดุลได้