บริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของยุโรป เปิดเผยว่า รายได้สุทธิไตรมาส 2 ร่วงลง 67% แตะระดับ 3.8 พันล้านดอลลาร์ จากปีที่แล้วที่ระดับ 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยส่งผลให้ดีมานด์พลังงานหดตัว นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทยังได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ และผลกำไรจากการกลั่นน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ปีเตอร์ โวเซอร์ ซีอีโอของเชลล์ออกแถลงการณ์ในวันนี้ว่า การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกทำให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันต้องลดต้นทุนด้วยการเลื่อนโครงการขุดเจาะพลังงานและลดการจ้างงานเพื่อปกป้องเงินปันผลเอาไว้ เนื่องจากมีการประเมินว่าราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า โดยในไตรมาสนี้ สัญญาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวโดยเฉลี่ยที่ 59.79 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ราว 52% ขณะที่ราคาก๊าซธรรมดิ่งลง 67%
ซีอีโอเชลล์ยังกล่าวด้วยว่า "สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ท้าทาย และคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะยังไม่ฟื้นตัวเร็วนี้ เชลล์กำลังปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และเราต้องทำมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด
บลูมเบิร์กรายงาน ผลประกอบการที่ร่วงลงของบริษัทน้ำมันมักทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงด้วย โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ร่วงลง 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.68% หลังจากบริษัท บีพี ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกรายงานว่า ผลกำไรไตรมาส 2 ดิ่งลง 53% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกถดถอยได้ฉุดดีมานด์เชื้อเพลิงหดตัวลงด้วย โดยกำไรสุทธิไตรมาส 2 ของบีพี อยู่ที่ 4.39 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจากระดับ 9.36 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว