ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) แนะให้ประเทศในเอเชียกำหนดมาตรการควบคุมฐานเงินทุนในประเทศ เพื่อป้องกันการไหลเข้าของเม็ดเงินที่อาจเป็นภัยต่อคุกคามต่อเศรษฐกิจและระบบการเงิน
รายงานของ ADB ระบุว่า รัฐบาลในเอเชียควรพิจารณาใช้นโยบายด้านการเงินอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงใช้มาตรการควบคุมฐานเงินทุน เพื่อสกัดกั้นเม็ดเงินไหลเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น
โดย ADB อ้างตัวเลขคาดการณ์จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศในสหรัฐว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอาจมีเม็ดเงินทุนไหลเข้าจากภาคเอกชนจำนวน 2.724 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เมื่อเทียบกับระดับ 2.829 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา และเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาในเอเชียอาจแข็งค่าขึ้นอีก เนื่องจากธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียต่างเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งภาวะเช่นนี้ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศในเอเชียกับสหรัฐ และยุโรปทิ้งห่างกันมากขึ้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คำแนะนำของ ADB มีขึ้นหลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ให้การสนับสนุนเรื่องภาษีและการกระตุ้นเม็ดเงินไหลเข้า เพื่อบรรเทาความร้อนแรงของสกุลเงินบางสกุลในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ขณะที่ความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงอย่างสกุลเงินในเอเชียได้ช่วยกระตุ้นให้เงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียและเงินวอนของเกาหลีใต้แข็งค่าขึ้นกว่า 25% นับตั้งแต่ปลายปี 2551
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ ADB จะออกมาเตือนให้ประเทศในเอเชียใช้มาตรการควบคุมเงินทุนนั้น ไต้หวันได้เริ่มนำร่องดำเนินนโยบายดังกล่าวไปเมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาด้วยการออกข้อกำหนดห้ามนักลงทุนต่างชาตินำเงินทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝาก เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก
ขณะเดียวกัน ADB ประมาณการว่า ต่างชาติมีสัดส่วนการถือครองหุ้นราว 20% ของมูลค่าหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย ขณะเดียวกันรายงาน ณ วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า ต่างชาติมีสัดส่วนถือครองตราสารหนี้ในสกุลเงินอินโดนีเซียราว 22.3% มาเลเซีย 13.3% และประเทศไทย 3.9%
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ อินเดีย และไต้หวันยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้กว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ เนื่องจากตลาดหุ้นส่วนใหญ่ล้วนมีมูลค่าหุ้นที่สูงและดึงดูดใจนักลงทุน ขณะที่กระแสเงินไหลเข้าสุทธิในตลาดหุ้นของเอเชียเมื่อปีที่แล้วมียอดรวมอยู่ที่ 5.77 หมื่นล้านดอลลาร์