สำนักข่าวซินหัวได้วิเคราะห์ว่า จีนคงจะยังไม่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากจีนไม่ได้มองว่า เศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงปานกลางนี้เป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกกังวล
ทั้งนี้ มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นให้มีการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ หลังจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยดัชนี PMI ของจีนร่วงลงติดต่อกัน 2 เดือนแล้ว มาอยู่ที่ 52.1% ในเดือนมิ.ย. หลังจากที่ดีดตัวแตะระดับสูงสุดที่ 55.7% ในเดือนเม.ย.
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยบ่งชี้ทางเศรษฐกิจอื่นๆก็อ่อนตัวลงเช่นกัน โดยโครงการที่มีการเปิดตัวใหม่และโครงการที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการต่างก็ปรับตัวลดลง ส่วนการขยายตัวของการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 20% โดยประมาณ จากระดับ 40% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงในช่วงครึ่งปีแรก และจะลดลงมาในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาส 1 ปีนี้ ที่ 11.9% นั้น เป็นผลพวงมาจากฐานที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำในช่วงไตรมาส 1 ปีที่แล้ว ส่วนการขยายตัวของ GDP จีนในไตรมาส 2 ปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมีความเห็นตรงกันว่า จะอยู่ที่ราว 10% และเชื่อว่าจีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 8% ของ GDP ตลอดทั้งปีนี้ ดังนั้นการขยายตัวที่ชะลอตัวลงจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล อีกทั้งยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนักที่จะพูดถึงเรื่องการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ
ก่อนหน้านี้ จีนได้ใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระลอก หลังจากที่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานในช่วงฉุกเฉิน แต่ก็อาจจะสร้างความเสี่ยงด้านการพัฒนาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของจีนในปีนี้น่าจะกลับมาอยู่ในสภาพปกติ