มาห์เล (MAHLE) กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำจากเยอรมนี ประกาศความสำเร็จในการปิดงบการเงินปี 2568 ด้วยผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และสภาวะตลาดที่ซบเซา
สรุปผลประกอบการและการพลิกฟื้น
ในปี 2568 มาห์เลมียอดขายรวมอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร โดยหากพิจารณาเฉพาะยอดขายปกติ (Organic Sales) พบว่าเติบโตขึ้น 0.6% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการปรับโครงสร้างธุรกิจ ด้านกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted EBIT) เพิ่มขึ้นเป็น 442 ล้านยูโร คิดเป็นอัตรากำไรที่ 3.9% ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการดำเนินแผนพลิกฟื้นธุรกิจที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 และเร่งเดินหน้าในปี 2567 แม้สภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและกลุ่มบริษัทมีประมาณการหนี้สินจากการปรับโครงสร้างเป็นจำนวนมากก็ตาม

อาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอของมาห์เล กล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า "มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร ความทุ่มเทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง"
ความสำเร็จทางการเงินและโครงสร้างองค์กร
ท่ามกลางความผันผวน มาห์เลสามารถบริหารจัดการสถานะทางการเงินได้อย่างมั่นคง โดยมีหนี้สินสุทธิลดลง 136 ล้านยูโร เหลือเพียง 1,030 ล้านยูโร และมีสัดส่วนส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 21.9% นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินผ่านการต่ออายุวงเงินกู้ร่วม (Syndicated Loan) มูลค่า 1,200 ล้านยูโร จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2572 ซึ่ง มาร์คุส คาพอน สมาชิกคณะกรรมการบริหารและซีเอฟโอของมาห์เล ระบุว่า เป็นเครื่องยืนยันถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท

การปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้โครงการ "Back on Track" เป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและการลดต้นทุน ซึ่งรวมถึงการรวมฐานการผลิตและปรับลดกำลังการผลิตในยุโรปและอเมริกาเหนือ เพื่อตอบโจทย์ความคล่องตัวในสภาพตลาดที่คาดการณ์ได้ยาก
ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและกลยุทธ์ MAHLE 2030+
แม้จะเผชิญแรงกดดัน มาห์เลยังคงเดินหน้าลงทุนในวิจัยและพัฒนา (R&D) ในสัดส่วน 5.4% ของยอดขาย โดยมีวิศวกรกว่า 4,500 คน ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์กว่า 860 รายการ ซึ่ง 70% มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ ระบบฮีทปั๊มสำหรับจัดการความร้อน และระบบชาร์จพลังงานประสิทธิภาพสูง
สำหรับคำสั่งซื้อใหม่ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่มูลค่าเฉลี่ยต่อปี 1,900 ล้านยูโร แม้กลุ่มนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับคำสั่งซื้อต่ำกว่าเป้าเนื่องจากความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านในยุโรปและการแข่งขันที่รุนแรง แต่มาห์เลยังคงมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงโดยขยายเข้าสู่ธุรกิจ "โซลูชันอุตสาหกรรมและโซลูชันพิเศษ" (Industrial and Special Solutions) เช่น ระบบระบายความร้อนศูนย์ข้อมูล โลจิสติกส์ และระบบโครงสร้างพื้นฐาน
การปรับตัวสำหรับอนาคตในยุคผันผวน
ภาพรวมในระดับภูมิภาค อินเดียถือเป็นตลาดที่เติบโตโดดเด่นที่สุดด้วยอัตรากว่า 20% อย่างไรก็ดี อาร์นด์ ฟรานซ์ ได้สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ในยุโรปว่ามีความตึงเครียดสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่นิ่ง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดกว้างทางเทคโนโลยี เพื่อปกป้องฐานการผลิตและการจ้างงานในภูมิภาคนี้ต่อไป
แม้ปี 2568 จะเป็นปีแห่งความท้าทายจากทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การแข่งขันจากจีน และยอดสั่งซื้อที่ผันผวน แต่มาห์เลยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ MAHLE 2030+ โดยเน้นย้ำเรื่อง "ความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน" เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัท