มาห์เล (MAHLE) กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 โดยนับเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ได้ถูกบรรจุรวมไว้ในรายงานประจำปีของกลุ่มบริษัท สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเป็นแกนกลางสำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจในอนาคต
ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมที่เหนือความคาดหมาย
มาห์เลประกาศความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง (Scope 1 และ 2) ลงได้ถึง 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ซึ่งเข้าใกล้เป้าหมายปี 2573 ที่วางไว้ระดับ 49% อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 3 จากห่วงโซ่อุปทานและการใช้งานผลิตภัณฑ์ก็ลดลงได้ 23% ในช่วงเวลาเดียวกัน

"การที่มาห์เลผนวกรายงานความยั่งยืนไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนมีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในอนาคตของบริษัท" เกออร์ก ดีทซ์ (Georg Dietz) กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทมาห์เล ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืน ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าว
กลยุทธ์การลดคาร์บอนของมาห์เลครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ
- พลังงานสะอาด: ปัจจุบันบริษัทมีการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2568 โรงงานในเยอรมนีบรรลุสถานะความเป็นกลางทางคาร์บอน และมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PVT) ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ณ โรงงานของบริษัทในเมืองไวฮิงเงิน/เอนซ์ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 21,500 ตารางฟุต เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รวมถึงระบบ PVT ในโรงงานหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงที่จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย

- นวัตกรรมวัสดุและพลังงาน: บริษัทมุ่งเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพในการผลิต เช่น การใช้ไส้กรองอากาศสำหรับห้องโดยสารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ HVO100 ในการขนส่งภายในบริษัทระหว่างคลังสินค้ากลางของมาห์เลใกล้เมืองชตุทท์การ์ทกับโรงงานที่เมืองมูห์ลักเกอร์และไวฮิงเงิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 90%
- โครงสร้างพื้นฐาน: ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า MAHLE chargeBIG กว่า 300 จุด ในเยอรมนี เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพนักงาน
ยกระดับความปลอดภัยและจริยธรรมองค์กร
นอกจากด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว มาห์เลยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย โดยในปี 2568 อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานลดลงถึง 19% ทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุที่ต้องหยุดงานลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 ส่งผลให้อัตราอุบัติเหตุของบริษัทต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
เกออร์ก ดีทซ์ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทมาห์เล ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืนและความปลอดภัย เน้นย้ำว่าความสำเร็จเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่ยังคงใส่ใจในมาตรฐานความเป็นอยู่ของพนักงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้จริง
"มาห์เลกำลังดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงานในปี 2568" เกออร์ก ดีทซ์ กล่าวห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบต่อโลก
มาห์เลยังคงเดินหน้าสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบผ่านการเข้าร่วมโครงการ Responsible Supply Chain Initiative (RSCI) โดยมีการตรวจสอบสถานประกอบการของคู่ค้าอย่างเข้มงวดทั้งในแง่ของสภาพการทำงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนในการผลิตจะสอดคล้องกับจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ที่บริษัทตั้งไว้
คัทริน อาเพิล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนฯ กล่าวเสริมว่า มาห์เลได้ผนวกปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ ตั้งแต่การพัฒนา การจัดซื้อ ไปจนถึงการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบจะถูกถ่ายทอดสู่การปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรอย่างแท้จริง