บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าปี 54 มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(AUM) กว่า 7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6 หมื่นล้านบาท เติบโตราว 10% จากสิ้นปี 53 ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 6.66 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการขยายกองทุนตราสารหนี้หลังดอกเบี้ยในประเทศปรับขึ้น
"Target ปี 54 เราตั้งเป้า AUM จะได้เกิน 7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เราคิดว่ามี 2 กองทุนที่ต้องการทำให้ได้ดีขึ้น คือ กองทุนที่เกี่ยวกับ Commodity และ Balance Fund" นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าว
ในจำนวนนี้ คาดว่าเม็ดเงินจากกองทุนรวมจะเพิ่มเป็น 5.4-5.5 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มี 4.86 แสนล้านบาท โดยในปี 54 บริษัทจะมุ่งเน้นออกกองทุนตราสารหนี้ (fixed income Fund) เนื่องจากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศปรับขึ้นคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้จะปรับขึ้นไม่เกิน 2.75% และส่วนหนึ่งรองรับกองทุนพันธบัตรเกาหลีจำนวน 8.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดอายุในปีนี้ราว 6 หมื่านล้านบาท ที่เหลือครบกำหนดในปีหน้า ขณะที่ตลาดเกาหลีมีการเก็บภาษี และมีผลตอบแทนน้อยลง
นอกจากนี้ มีแผนจะออกกองทุนแบบใหม่ ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้ลงทุนในสกุลเงินจีน (RMB Bond) กองทุนตราสารหนี้ Global Bond กองทุนที่เป็น Equity-linked /Gold-linked Note และ Gold ETF ที่สามารถเทรดได้ระหว่างวัน
กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 53 บริษัทมีสินทรัพย์บริหารมากเป็นอันดับ 1 รวมกัน 3 ธุรกิจ คือ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนส่วนบุคคล มีส่วนแบ่งตลาด 53% เป็นอันดับ 1 ในธุรกิจกองทุนรวม โดยระดมเงินจากองทุน LTF และ RMF ได้ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท จากปี 52 ที่ได้ 1.3 หมื่นล้านบาท
และ บลจ.กสิกรไทยยังเป็นอันดับหนึ่งทั้งธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคล โดยสินทรัพย์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 1.22 แสนล้านบาท และสินทรัพย์ในกองทุนส่วนบุคคล กว่า 6.3 หมื่นล้านบาท
ด้านนายประเสริฐ ขนบธรรมชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน มองตลาดหุ้นไทยในปี 54 ไม่น่าเติบโตมากเหมือนปีที่ผ่านมา ตามทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ชะลอการเติบโตลงจากปีก่อน คาดว่าจะเติบโต 4.5% จากปี 53 ที่เติบโต 8% พร้อมทั้งมองว่าตลาดหุ้นจะมีการปรัรบฐานในไตรมาส 1/54
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มดัชยีตลาดหุ้นจะดีดตัวขึ้นไปที่ 1,200 จุดได้ในปีนี้ โดยมีปัจจัยสบับสนุนจากเศรษฐกิจในประเทศและผลประกอบการโดยรวมยังมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโต 20.2% ขณะที่ P/E ตลาดอยู่ที่ 12.2 เท่า
สำหรับมุมมองการลงทุนในต่างประเทศ นายประเสริฐ กล่าวว่า ประเทศที่ยังน่าลงทุนได้แก่ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตเมื่อปี 52 และจะขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเติบโต 2-3% ในปี 53-54, เกาหลีใต้ ยังมีเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง เติบโต 4-5% และอินเดีย เศรษฐกิจแข็งแกร่ง เติบโต 8-9% อย่างต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยทยอยปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อควบคุมได้ อย่างไรก็ดี ตลาดอินเดียยังเปิดช่องให้นักลงทุนไม่มาก