ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงหนักสุดในรอบกว่า 2 ปีเมื่อคืนนี้ (4 ส.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลที่ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกอาจชะลอตัวลงเนื่องความเป็นไปได้ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหม่ และวิกฤตหนี้อาจจะลุกลามไปทั่วยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 191.37 จุด หรือ 3.4% แตะที่ 5,393.14 จุด
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนซบเซาลงอย่างมาก เนื่องจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี FTSE 100 ดิ่งลงหนักสุดในรอบกว่า 2 ปี
ธนาคารกลางอังกฤษมีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ในการประชุมเมื่อวานนี้ พร้อมกับตัดสินใจคงขนาดของโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มูลค่า 2 แสนล้านปอนด์ หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 0.2% ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 0.5%
ความวิตกกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ฉุดหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ดิ่งลงอย่างหนัก โดยหุ้นริโอทินโต บริษัทเหมือนแร่รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ร่วงลง 5.4% หุ้นบีเอชพี บิลลิตัน บริษัทเหมืองรายใหญ่สุดของโลก ดิ่งลง 5.1% ซึ่งเป็นการปิดลบติดต่อกันยาวนานถึง 9 วัน ส่วนหุ้นเอ็กสตราต้า บริษัทส่งออกถ่านหินรายใหญ่ ร่วงลง 8.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2552
หุ้นเวแดนตา รีซอสเซส ร่วงลง 9.4% หุ้นยูเรเซียน เนเชอรัล รีซอสเซส คอร์ป ร่วงลง 8% ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2553
หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงเช่นกัน โดยหุ้นลอยด์ แบงกิง กรุ๊ป ดิ่งลง 10% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในบรรดาหุ้นธนาคารที่คำนวณในดัชนี FTSE 100 หลังจากธนาคารเปิดเผยตัวเลขขาดทุน 2.3 พันล้านปอนด์ หรือ 3.8 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก ขณะที่หุ้นรอยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์ ร่วงลง 6.1% และหุ้นธนาคารบาร์เคลย์ส ร่วงลง 7.8%
อย่างไรก็ตาม หุ้นยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อผู้บริโภครายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ดีดตัวขึ้น 2.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้สุทธิครึ่งปีแรกที่ระดับ 2.2 พันล้านยูโร มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.06 พันล้านยูโร