HILITE: สหรัฐ-เวเนฯเดือด!! โบรกมองบวกต่อกลุ่มพลังงาน-ปั๊มน้ำมัน-ปิโตรเคมี ชู SPRC-PTG-SCC เด่น

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday January 5, 2026 10:53 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เมื่อเวลา 10.42 น. TOP บวก 3.47% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท มาที่ 37.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 214.42 ล้านบาท

SPRC บวก 2.54% เพิ่มขึ้น 0.15 บาท มาที่ 6.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 23.07 ล้านบาท

PTTGC บวก 2.38% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มาที่ 21.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 158.51 ล้านบาท

IVL บวก 1.86% เพิ่มขึ้น 0.30 บาท มาที่ 16.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 141.72 ล้านบาท

PTG บวก 1.41% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท มาที่ 7.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 6.5 ล้านบาท

บล.กรุงศรี ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 สหรัฐฯ ยกระดับปราบปรามปัญหายาเสพติดระหว่างประเทศ โดยการเข้าโจมตีเมืองหลวงของเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร มายังสหรัฐฯ โดยภายหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการกล่าวถึงความพยายามเข้าแทรกแซงธุรกิจพลังงานของเวเนซุเอลา

มองระยะยาวหากสถานการณ์การเมืองภายในเวเนซุเอลามั่นคงมากขึ้น จะมีโอกาสเห็นการทยอยลงทุนเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบมากขึ้น ส่งให้ Supply ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นลักษณะ Oversupply จนกดดันราคาน้ำมันดิบตกต่ำ เพราะการกลับเข้าไปลงทุนของเอกชนสหรัฐฯ เช่น Chevron และ ConocoPhillips อาจต้องรอสถานการณ์การเมืองและความปลอดภัยในเวเนซุเอลาเอื้อกว่าปัจจุบัน ซึ่งประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ ไม่ได้มีท่าทีเปิดรับสหรัฐฯ (คาดสหรัฐฯ จะยังไม่คลายการคว่ำบาตรพลังงานเวเนซุเอลา จนกว่าจะสรุปข้อตกลงระหว่างประเทศ)

การลดการลงทุนด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่องนานมากกว่าครึ่งทศวรรษ ทั้งด้านแท่นขุดเจาะน้ำมันและการดูแลรักษาระบบสาธารณูปโภค คาดทำให้ต้องใช้เวลาในการกลับมาลงทุนหรือปรับปรุงไม่ต่ำกว่า 1 ปี รวมถึงโรงกลั่น (อ้างอิงข้อมูล U.S. EIA) ที่ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิต (u-rate) เหลือเพียง 20% (กำลังการผลิต 1.4 mbd) โดยคาดการกลับไปลงทุนของเอกชนสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะไม่เร่งผลิตน้ำมันดิบเพื่อให้ Supply ล้นจนกระทบฐานธุรกิจ Shale Oil ในสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนผลิตสูงกว่า

ทิศทาง Supply น้ำมันดิบที่ผ่อนคลายในระยะยาวจะเป็นบวกต่อกลุ่มสถานีบริการน้ำมันมากที่สุด เนื่องจากแนวโน้มค่าครองชีพประชาชนลดลง (ภาคคมนาคม) ส่งผลให้รัฐมีแนวโน้มแทรกแซงราคาพลังงานลดลง ทำให้ค่าการตลาดน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเรามองว่าค่าการตลาดน้ำมันดีเซลมีโอกาสฟื้นตัวมากที่สุด ซึ่ง PTG จะได้รับประโยชน์เด่นชัด (เนื่องจากมีสัดส่วนการขายน้ำมันดีเซลสูงถึงร้อยละ 72-73 ซึ่งมากกว่ากลุ่มคู่แข่งที่อยู่ราว 50-60%)

ส่วนกลุ่มปิโตรเคมี คาดว่าจะได้รับ Sentiment บวกจากความคาดหวังว่าต้นทุน Naphtha มีแนวโน้มลดลงในระยะยาวตามราคาน้ำมันดิบ ซึ่งผู้ที่ใช้ Feedstock Naphtha เป็นหลักอย่าง SCC มีแนวโน้มได้รับผลเชิงบวกมากกว่ากลุ่ม

คาด Supply น้ำมันจากโรงกลั่นเวเนฯ จะกลับมาไม่เร็วเท่าน้ำมันดิบ เนื่องจากคาดภาระการลงทุน/ปรับปรุง มีสูงกว่าและใช้ระยะเวลามากกว่าการลงทุนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ รวมถึง Supply ที่อาจทยอยเพิ่มขึ้นได้ราว 0.7-0.9 mbd (อ้างอิงข้อมูล U.S. EIA และ OPEC โรงกลั่นเวเนฯ ผลิตอยู่ราว 0.3-0.5 mbd Vs. capacity ที่ราว 1.4 mbd) หรือราว 0.7-0.8% ของ Demand น้ำมันโลก คาดสุดท้าย Demand Growth ปีละ 1 mbd จะเพียงพอกลบทั้ง Supply ที่อาจกลับมาของเวเนฯ และ new capacity ทั่วโลกช่วง 69-73 เฉลี่ย 0.4 mbd/ปี ทำให้ไม่ได้มีแรงกดดัน oversupply ฉุดค่าการกลั่น ซึ่งหากราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลงจากความกังวล Stock loss และความกังวล Supply เวเนฯ เรามองเป็นโอกาสซื้อโดยเฉพาะ TOP (ราคาเป้าหมาย 37.25 บาท) ที่อาจมี Upside หากสุดท้าย Supply Heavy Crude เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเร็วจากความกังวลเรื่อง Oversupply ในระยะยาว เรามองเป็นโอกาส "ทยอยซื้อ" เนื่องจาก Supply จริงของเวเนซุเอลา ประมาณ 1.4-1.8 mbd (เทียบจากช่วงก่อนถูกคว่ำบาตรฯ ที่ผลิตราว 2.4-2.8 mbd Vs. ปัจจุบันราว 0.9 mbd) อาจใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการทยอยกลับมา ซึ่งจะมีผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่ Supply จากกลุ่ม OPEC+ เพิ่มขึ้นราว 2.1 mbd ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจากเฉลี่ย 80.4 $/bbl ใน ม.ค. 68 มาต่ำสุดในช่วง ธ.ค. 68 ที่ราว 62 $/bbl และเฉลี่ยทั้งปี 68 ราว69.4$/bbl Vs. 67 ที่ 79.6$/bbl) และราคาน้ำมันที่ปรับลงจะกดดันให้ผู้ผลิตต้นทุนสูงในสหรัฐฯ ลดการผลิตลง ทำให้ราคาน้ำมันดิบต่ำเพียงชั่วคราว หากราคา PTTEP ลดลงต่ำกว่า 89 บาทต่อหุ้น (ระดับราคาเฉลี่ยช่วงวิกฤตโควิด-19) มองเป็นโอกาสสะสม

เราคงคำแนะนำ Bullish ต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยเลือก SPRC (ราคาเป้าหมาย 7.6 บาท) และ PTG (ราคาเป้าหมาย 10.0 บาท) เป็น Top Pick เนื่องจาก คาดกำไรกลุ่มปี 2569 ฟื้นตัวจากแนวโน้ม Stock Loss ที่ลดลง ตามความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ Supply ใหม่ของโรงกลั่นเข้ามาน้อยกว่าการเติบโตของ Demand หนุนค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง ภาวะ Oversupply ของกลุ่มปิโตรเคมีลดลงจากการปิดโรงผลิตต้นทุนสูงทั่วโลก (Rationalization) หนุนอัตรากำไร รวมถึงแรงกดดันต่อค่าการตลาดน้ำลดลงหนุนอัตรากำไรกลุ่มสถานีบริการฯ โดยเรายังชอบกลุ่มโรงกลั่นมากสุด เลือก top pick เป็น SPRC และสำหรับกลุ่มสถานีฯ เลือก PTG

บล.หยวนต้า ระบุว่า กลุ่มปิโตรเคมี แนวโน้มระยะยาวอาจดูดีขึ้น หากเวเนซุเอล่ากลับมาเพิ่มกำลังการผลิตได้ในอนาคต (แต่ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร) จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Sideway Down และเป็นบวกต่อ Spread ของธุรกิจปิโตรเคมี หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ SCC, IVL, PTTGC


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ