ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยเหมือนถูกเขย่าด้วยข่าวการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมากล่าวโทษผู้กระทำความผิดในตลาดทุนหลายกรณีในเวลาใกล้เคียงกัน
ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ ความเข้มข้นและจริงจังของการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข่าวลักษณะนี้ก็สร้างความรู้สึกหลากหลายให้กับนักลงทุนรายย่อย ทั้งความกังวล ความไม่มั่นใจ และคำถามคาใจมากมาย ตั้งแต่บทลงโทษ อัตราค่าปรับที่ดูไม่สูงเมื่อเทียบกับความเสียหาย ไปจนถึงความล่าช้าของกระบวนการที่ไม่ทันใจ
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกลงไป หลายคดีที่ถูกกล่าวถึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2565 ซึ่งถือว่ามีความรวดเร็วขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต และประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าใครผิดหรือโทษหนักเบาแค่ไหน แต่คือคำถามที่นักลงทุนรายย่อยควรถามตัวเองว่า "หลังจากนี้ เราควรวางแผนการลงทุนอย่างไร?" ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่การตรวจสอบเข้มข้นขึ้นและข่าวคดีออกมาอย่างต่อเนื่อง
ในระยะสั้น การกล่าวโทษหลายคดีพร้อมกันย่อมทำให้ตลาดผันผวน ราคาหุ้นบางตัวปรับลงแรง ความเชื่อมั่นสั่นคลอน และบรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
แต่หากถอยออกมามองในภาพใหญ่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังไม่ได้เป็นสัญญาณลบต่อระบบตลาดทุนในระยะยาว ตรงกันข้าม มันคือกลไกที่ช่วยคัดกรองพฤติกรรมไม่โปร่งใส ลดโอกาสการเอาเปรียบนักลงทุน และค่อย ๆ สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
สิ่งแรกที่นักลงทุนควรปรับจึงไม่ใช่พอร์ต แต่คือทัศนคติ แทนที่จะมองข่าวการกล่าวโทษเป็นเพียงปัจจัยลบที่ต้องกลัว ควรเข้าใจว่านี่คือการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อปกป้องผู้ลงทุนส่วนใหญ่ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า การลงทุนโดยอิงกระแส ความหวือหวา หรือคำบอกเล่าที่ไม่มีหลักฐาน อาจพาเราไปสู่ความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงได้ง่ายเพียงใด
จากจุดนี้เอง การกลับมาให้ความสำคัญกับพื้นฐานของกิจการจึงกลายเป็นหัวใจของการลงทุน บริษัทที่มีผลประกอบการสม่ำเสมอ โครงสร้างทางการเงินแข็งแรง เปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และมีธรรมาภิบาลที่ดี มักได้รับผลกระทบจากข่าวเชิงลบน้อยกว่าบริษัทที่เติบโตจากเรื่องราวหรือความคาดหวังเกินจริง
การอ่านงบการเงิน ศึกษารายงานประจำปี และติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการ จึงไม่ใช่เรื่องทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทักษะจำเป็นของนักลงทุนยุคนี้
ขณะเดียวกัน ความผันผวนที่มาพร้อมข่าวคดี ทำให้การกระจายความเสี่ยงยิ่งมีความสำคัญ การถือหุ้นไม่กี่ตัวหรือกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเดียว อาจทำให้พอร์ตแกว่งแรงเกินรับไหว การแบ่งเงินลงทุนไปยังหลายอุตสาหกรรม กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ที่มีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน ช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดกับหุ้นรายตัว
อีกเรื่องที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามคือการมีแผนรับมือที่ชัดเจน นักลงทุนที่มีวินัยจะรู้ล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหากราคาหุ้นปรับลงแรง จะตัดขาดทุนตรงไหน หรือจะถือรอเพื่อประเมินผลกระทบต่อพื้นฐานจริง ๆ
การตัดสินใจตามอารมณ์ในช่วงที่ข่าวร้ายถาโถม มักนำไปสู่ความผิดพลาดมากกว่าผลลัพธ์ที่ดี
นอกจากนี้ ยังควรเข้าใจว่ากระบวนการทางกฎหมายในตลาดทุนไม่ได้จบลงแค่การกล่าวโทษ ยังมีขั้นตอนสอบสวน การพิจารณาของอัยการ และกระบวนการในศาลซึ่งต้องใช้เวลา
ข่าวที่ออกมาในช่วงแรกอาจกระทบราคาหุ้นอย่างรุนแรงในเชิงจิตวิทยา แต่ผลกระทบต่อมูลค่าที่แท้จริงของกิจการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี การแยกแยะให้ออกระหว่างความตื่นตระหนกของตลาดกับผลกระทบเชิงพื้นฐาน จึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนไม่ตัดสินใจผิดพลาด
เมื่อมองในภาพใหญ่ การที่หน่วยงานกำกับฯเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง คือสัญญาณว่าตลาดทุนไทยกำลังพยายามยกระดับมาตรฐานและฟื้นฟูความเชื่อมั่น แม้ระยะสั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่สบายใจ แต่ในระยะยาว ตลาดที่โปร่งใสและมีกติกาชัดเจน ย่อมเอื้อต่อการลงทุนอย่างยั่งยืนมากกว่า
เหตุการณ์การกล่าวโทษหลายคดีพร้อมกันในช่วงปลายปี อาจไม่ใช่แค่ข่าวร้ายของตลาดหุ้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักลงทุนกลับมาทบทวนวิธีคิดและวิธีลงทุนของตนเอง จากการไล่ตามกระแส สู่การลงทุนที่อิงข้อมูล มีวินัย และเข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริง หากใช้โอกาสนี้ปรับกลยุทธ์ให้รอบคอบขึ้น
บทเรียนที่เกิดขึ้นวันนี้ อาจกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การลงทุนในตลาดทุน วันข้างหน้าแข็งแรงกว่าที่เคยเป็น
ธิติ ภัทรยลรดี