นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ [FPI] กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 69 จะมีความโดดเด่นขึ้นอย่างมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตลาดในประเทศอินเดียที่ปัจจุบันมีความสดใสขึ้น หลังจากเริ่มพลิกเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 3/68 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 4/68 เห็นได้จากยอดขายเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีเพียงไตรมาสเดียวทำได้มากถึง 300 ล้านรูปี เทียบเท่ากับยอดขายปกติในอินเดียทั้งปี ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับแผนมารับงานของค่ายโตโยต้ามากขึ้นเป็นราว 6-7 โครงการ ทำให้สัดส่วนของงานจากโตโยต้าเพิ่มเป็น 50% ขณะที่งานของซูซกิลดลงจากเดิมที่มีสัดส่วน 90% ซึ่งงานของโตโยต้ามีกำไรขั้นต้นที่สูงกว่าและสามารถครอบคลุมกับต้นทุนได้มากกว่างานของซูซูกิ ทำให้ธุรกิจในอินเดียปรับตัวดีขึ้น
และหลังจากได้รับงานของโตโยต้าในอินเดียเข้ามามากขึ้น ทำให้ทางโตโยต้าได้ชักชวนให้บริษัทไปดูลู่ทางเพื่อศึกษาการลงทุนตั้งโรงงานในอินเดียเพิ่มอีก 1 แห่งใกล้กับโรงงานของโตโยต้า ซึ่งเป็นแผนงานของโตโยต้าที่จะดึงซัพพลายเชนที่โตโยต้าให้ความเชื่อถือเข้าไปตั้งโรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงกันเพื่อประโยชน์ด้านการขนส่ง
"อินเดียก็ยังมีความน่าสนใจในการลงทุนเพิ่ม หากได้ไปทำที่โน่นแล้วป้อนให้โตโยต้าโดยตรง และถ้าดูแล้วสามารถ Turn around ได้ชัดเจนแล้ว และเรามีคอนเนคชั่นกับโตโยต้า ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เราจะไปโตในอินเดีย ซึ่งจริงๆ ก็ต้องบอกว่าข้อดีของอินเดีย คือ สินค้าและวัตถุดิบถูก การ Sourcing ที่อินเดียก็ทำให้เราต่อยอดไปที่ซาอุฯได้ด้วย" นายสมพล กล่าวกับ "อินโฟเควสท์"
สำหรับความคืบหน้าโรงงานในซาอุดิอาราเบีย เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มกระบวนการผลิตได้ภายในเดือนส.ค.69 แต่ปัจจุบันบริษัทได้งานในซาอุฯเข้ามาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้คาดว่าเมื่อเริ่มกระบวนการผลิตก็จะสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจในซาอุดิอาราเบียเข้ามาบ้างในช่วงไตรมาส 4/69 แต่จะมีเข้ามาอย่างก้าวกระโดดในปี 70
"ตลาดซาอุดิอาราเบียไม่เหมือนในอินเดีย เพราะไม่มีการแข่งขันสูงเหมือนในอินเดีย ซึ่งซาอุดิอาราเบียถือเป็นตลาดที่เป็น New S Curve เราเป็นผู้ผลิตคนเดียวและคนแรกสำหรับสินค้าชนิดนี้ในซาอุฯ เรามีความได้เปรียบในการ Enjoy มาร์จิ้นในคนแรก ซึ่งเป็นตัว Drive มาร์จิ้นให้กับ FPI ค่อนข้างดี" นายสมพล กล่าวนอกจากนั้น บริษัทยังอยู่ระหว่างการรอผลที่ได้ขอรับงบประมาณสนับสนุนการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาลซาอุดิอาราเบีย หลังจากได้มีการปรับรูปแบบการผลิตให้เป็น OEM ทั้ง 100% โดยยื่นเข้าไปรอบ 2 ตั้งแต่เดือน ก.ย.68 คาดว่าจะได้รับคำตอบในเร็ว ๆ นี้ หากผ่านก็จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐราว 30% ของงบลงทุนทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลตอบแทนการลงทุนทั้งหมด
ด้านตลาดในประเทศอื่นๆ บริษัทมองถึงการขยายเข้าไปในตลาดสหรัฐมากขึ้น หลังจากภาษีทรัมป์มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งอัตราภาษีนำเข้าของไทยต่ำกว่าอีกหลายประเทศ แต่ถือว่าเป็นค่อยๆไปเริ่มจากศูนย์ก่อน เพราะไปแบบไม่มีฐานผลิตและคลังสินค้าในสหรัฐ จึงต้องค่อยๆ ขยาย โดยที่ผ่านมาได้เริ่มต้นส่งชิ้นส่วนรถยนต์เข้าไปแล้ว 8-10 ตู้ จากเดิมที่ไม่มีเลย ถือเป็นสัญญาณที่ดี
นาสมพล กล่าวว่า การเติบโตทางธุรกิจของ FPI ก็ยังเป็นไปตามแผนงานที่ประกาศไปในการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ซึ่งเดินหน้ามุ่งเน้นขยายรายได้ในตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 71 แตะ 900 ล้านบาท และมีรายได้เติบโตใน 3 ปี (ปี 69-70) ที่ 4.6%, 8.5% และ 13.1% ตามลำดับ
การเติบโตของรายได้จะมาจาก 2 ประเทศหลัก คือ อินเดีย และซาอุดิอาราเบีย ที่จะเป็นปัจจัยผลักดันผลการดำเนินงานของ FPI แต่มองว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 70 ซึ่งเป็นปีที่รายได้จากโรงงานในซาอุดิอาราเบียเข้ามาเต็มปี และ ณ สิ้นธ.ค. 68 บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงที่สุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมาอยู่ที่ 1.4-1.5 พันล้านบาท จากปกติจะมี Backlog ราว 700-800 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาต่อเนื่อง
ส่วนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความผันผวนของค่าเงิน หลังจากช่วงปลายปีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาค่อนข้างมาก แต่ในช่วงต้นปี 69 บริษัทจะยังไม่ได้มีการประกันความเสี่ยงเพิ่มเติม เพราะมองว่าค่าเงินบาทอยู่ในช่วง Bottom แล้วที่ 31-31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จึงยังไม่มีความจำเป็นมากนักและยังไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจ FPI