ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจที่อ่อนตัวและความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้บริษัทไทยหลายแห่งระมัดระวังเรื่องการขยายกิจการมากขึ้น ดังนั้น บริษัทที่ยังมีผลกำไรดีจึงน่าจะมีการสะสมเงินสดจากการดำเนินงาน ซึ่งน่าจะมากพอรองรับแผนการลงทุน อีกทั้งบริษัทเหล่านี้ อาจมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำอยู่แล้ว หรือมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงในกรณีของธนาคาร
นอกจากนี้ ราคาหุ้นอาจไม่ perform เพราะเศรษฐกิจมหภาคยังมีแนวโน้มอ่อนตัว จึงเชื่อว่าบริษัทส่วนหนึ่งอาจหันมาบริหารเงินทุนส่วนเกินในเชิงรุกมากขึ้น และบริษัทที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่ำน่าจะพิจารณาปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลหรือดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า GDP จะเติบโต 1.9% ในปี 69 เทียบกับ 2.0% ในปี 68
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจดูบริษัทที่ทำการศึกษาว่ามีบริษัทใดบ้างที่เข้าข่ายเกณฑ์ข้างต้นและยังไม่ได้ปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล หรือเริ่มต้นโครงการซื้อหุ้นคืน ขณะที่คาดว่าบริษัทที่เลือกปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลจะมีจำนวนมากกว่าการซื้อหุ้นคืนเนื่องจากบริษัทเหล่านี้ต้องนำหุ้นมาขายคืนในตลาดภายในสามปี แม้จะสามารถขอขยายเวลาออกไปอีกสองปีตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่เริ่มใช้ในเดือนต.ค.68 ยกเว้นในกรณีที่บริษัทตัดสินใจตัดหุ้นซื้อคืน
อย่างไรก็ตาม บริษัทบางแห่งที่ทำกำไรแข็งแกร่งมากในปี 68 อาจไม่มั่นใจว่าจะสามารถคงอัตราการจ่ายเงินปันผลไว้ในระดับสูง ซึ่งบริษัทเหล่านี้อาจตัดสินใจจ่ายเงินปันผลพิเศษแทน
รายชื่อบริษัทที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่าอาจปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลหรือทำโครงการซื้อหุ้นคืน แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าบริษัทเหล่านี้จะดำเนินการตามที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่ และเมื่อใด โดยคัดบริษัทที่มีคำแนะนำ "ขาย" ออกไป รายชื่อมีดังนี้ BBL, BCH, BH, CKP, CPN, HANA, KCE, KTB, MEGA, MOSHI, PR9, PTTEP, SAWAD และ SISB เป็นแคนดิเดตที่อาจเลือกทำการบริหารเงินทุน