นายต่อลาภ ไชยเชาวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค [DOD] เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะขยายฐานลูกค้าผ่านการเพิ่ม พอร์ตโฟลิโอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทฯ อีกทั้งการเพิ่มไลน์ผลิต เพื่อรองรับการผลิตสินค้า ที่กำลังอยู่ในกระแสความนิยม ควบคู่กับบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างเข้มงวด อันได้แก่ การลดต้นทุนการผลิตสินค้า และการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการสร้างกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น
สำหรับกลยุทธ์สำคัญปี 2569 นี้ เป็นการสร้าง "Loyalty" ให้ลูกค้าเดิมที่มีศักยภาพในการเติบโต และหาลูกค้ารายใหม่ ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าจุดแข็งของบริษัทฯ ทั้งด้านการเงิน ที่มีทั้งฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง สภาพคล่องสูง และด้านวิจัยพัฒนาสินค้า ความสามารถในการผลิตที่มีคุณภาพสูงครบทุกประเภทของสินค้า ทำให้รองรับคำสั่งผลิตได้ทันที อีกทั้งหากสินค้าประเภทใดได้รับกระแสนิยมที่ดีในช่วงเวลานั้น ๆ บริษัทฯ ก็สามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้ทันที และยังมีกำลังการผลิตเพียงพอสำหรับรองรับลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงการมีกำลังการผลิตที่เพียงพอสำหรับรองรับการเติบโตของลูกค้าในอนาคตด้วย
"ปัจจุบันเรามีเครื่องจักรเพียงพอ มีกำลังการผลิตที่จะรองรับลูกค้ารายใหญ่ได้ทันที และสามารถ สนับสนุนการเติบโตของลูกค้าในอนาคตได้ โดยไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่ม แม้ว่าจะมีช่วงเวลาพิเศษในการขายที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อส่งมอบในระยะเวลาสั้นๆ ไลน์การผลิตของเราก็มีความพร้อมสำหรับการรองรับ ทำให้เราพร้อมตอบโจทย์ลูกค้าอยู่ตลอดเวลา" นายต่อลาภ กล่าวนอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนเพิ่มเครื่องจักร "คอนเซนเทรด ลิควิดิตี้" (Concentrated Liquidity) เพื่อใช้ผลิตสินค้าที่มีลักษณะน้ำที่บรรจุในหลอด ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการสินค้าประเภทดังกล่าวค่อนข้างมาก และคาดว่าภายในไตรมาส 1/69 จะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดังกล่าวออกวางจำหน่าย
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอาหารเสริมในปี 2569 ยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากกระแสการดูแลสุขภาพ อีกทั้งปัจจุบันตลาดอาหารเสริมมีการขยายตัวไปสู่ทุกเพศทุกวัย ดังนั้น บริษัทฯ จึงมองว่าโอกาสที่มีอยู่ในขณะนี้และในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ก็เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดอาหารเสริมเพราะประชากรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการดูแลตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีศักยภาพในการจ่ายสูง