โบรกเกอร์เชียร์ "ซื้อ" หุ้น บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ดีสุดของปี 68 รับกำไรพิเศษสูงกว่าคาด ทั้งจาก Oil hedging, อัตราแลกเปลี่ยน และกำไรจากการซื้อโครงการทูอัทในอัลจีเรีย ขณะเดียวกันปริมาณขายเพิ่มขึ้นแม้ราคาน้ำมันจะย่อตัวลง
ปี 68-69 คาดว่ากำไรปกติจะลดลงจากปีก่อนหน้า แต่บริษัทสามารถตรึง EBITDA Margin ไว้สูง 70-75% ด้วยการควบคุมต้นทุนการผลิตให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ทำให้กระแสเงินสดยังแข็งแกร่ง และลุ้นบริษัทจ่ายเงินปันผลงวดปีก่อนที่ 8 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนสูงถึง 7%
ราคา PTTEP ช่วงเช้าทรงตัวที่ 111.50 บาท จากเมื่อวานนี้
โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย(บาท/หุ้น)
เอเซียพลัส Neutral 140.00
อินโนเวสท์เอกซ์ Outperform 138.00
กรุงศรี ซื้อ 134.00
ทิสโก้ ซื้อ 130.00
ลิเบอเรเตอร์ ซื้อ 127.50
บียอนด์ ซื้อ 126.00
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซื้อ 125.00
เคจีไอ Neutral 120.00
ทรีนีตี้ ซื้อเก็งกำไร 117.00
นายชัยพัชร ธนวัฒโน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อาวุโส บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่ากำไรในไตรมาส 4/68 ของ PTTEP น่าจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 68 ปัจจัยหลักมาจากการกำไรพิเศษจาก oil hedging, อัตราแลกเปลี่ยน และกำไรจากการซื้อโครงการทูอัทในอัลจึเรีย ขณะเดียวกัน กำไรหลักคาดเติบโตขึ้นจากไตรมาส 3/68 ปริมาณการขายปรับตัวดีขึ้น ราคาขายเฉลี่ยลดลงน่อยกว่าราคาเฉลี่ยน้ำมัน
"แม้ว่าภาพรวมปีนี้กำไรอาจจะย่อตัวลงแต่ก็ยังทรงตัวในระดับที่ดี ซึ่งจุดเด่น คือ บริษัทพยายามควบคุมต้นทุนการผลิต รักษา EBITDA Margin ที่ระดับ 70-75% ให้ได้ในทุกสถานการณ์ บริษัทมีโปรแกรมลดต้นทุนเพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมัน ในแง่ Balance Sheet ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่ง Net Debt/Equity ต่ำกว่า 0.50 เท่า"นายชัยพัชร กล่าวอีกทั้งยังมีการจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่อง เพราะบริษัทยังสามารถทำกำไรได้แม้ราคาน้ำมันย่อลงเพราะรักษาต้นทุนการผลิตไว้ได้ โดยคาดว่าในปี 68 จ่ายปันผลที่ 8.00 บาท คิดเปํนอัตราผลตอบแทนประมาณ 7% และคาดว่าปี 69 น่าจะใกล้เคียงกันที่ 8 บาท/หุ้น
แนวโน้มในปี 69 คาดว่ากำไรอาจจะย่อตัวลงบ้างจากราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวลดลงแต่ก็ยังทำกำไรได้อยู่ และน่าจะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้ด้วย ทั้งนี้ คาดกำไรปกติ (กำไรจากการดำเนินงาน) ในปี 68 อยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 25%yoy และในปี 69 คาดกำไรปกติที่ 4.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 17%yoy โดยคาดว่าราคาน้ำมันยังย่อตัวจากการเพิ่มการผลิตของกลุ่มโอเปก และดีมานด์ยังไม่แข็งแรง แต่ในอนาคตการผลิตจะลดลงแต่ดีมานด์จะฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้น PTTEP อาจจะผันผวนตามราคาน้ำมัน
นายศรชัย พิทยาพฤกษ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อาวุโส บล.กรุงศรี มอง หุ้น PTTEP ยังน่าลงทุน จากประเด็นการเป็นบริษัทที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี โดยปริมาณกาขายเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 60 มียอดขายสะสมแล้วเติบโต 70% จากระดับยอดขาย 3 แสนบาร์เรล เพิ่มมาเป็นระดับ 5 แสนบาร์เรล แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันหวี่ยงขึ้นและลง นอกจากนี้ยังมี Strategic Partner ในการเสาะหาแหล่งใหม่ๆ ทำให้ PTTEP มีกระแสเงินสดสูงกว่าในอดีตหรือในช่วงก่อนโควิด
ประเด็นที่ยังเห็นว่าน่าลงทุนหุ้น PTTEP คือการจ่ายเงินปันผลที่ดีขึ้น จากเดิมมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4-5% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 6-7% แม้ว่าราคาหุ้น PTTEP จะไม่ไปไหน และกำไรจะค่อยๆ เติบโตลดลงก็ตาม
อย่างไรก็ดี แม้กำไรของ PTTEP จะไม่มาก แต่สามารถสร้างกระแสเงินสดสูงกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่ valuation ต่ำกว่า และหากมีแหล่งใหม่เพิ่มเติมก็จะเป็น upside
โดยคาดกำไรสุทธิในไตรมาส 4/68 ราว 17,022 ล้านบาท (-7% y-y, +34% q-q) ดีกว่าที่เคยประเมิน เพราะมีรายการพิเศษ คือ กำไรในการเข้าซื้อโครงการ Touat (negative goodwill) ราว 2,813 ล้านบาท (รายการสำเร็จเมื่อ ก.ย. 68) เข้ามา หากตัดรายการพิเศษดังกล่าว oil hedging gain 1,067 ล้านบาท, write off หลุมในประเทศและค่าใช้จ่ายอื่นรวม -1,189 ล้านบาท และอื่นๆ
ส่วนกำไรปกติราว 14,105 ล้านบาท (-22% y-y, flat q-q) ลด y-y ตามอัตรากำไร จาก supply น้ำมันดิบโลกที่ตึงตัวน้อยลงหลัง OPEC เพิ่มการผลิตต่อเนื่องกว่า 2 ล้านบาร์เรล/วัน (2% ของ supply โลก) ฉุดราคาขายเฉลี่ย/ ASP 42.3 $/BOE (-8% y-y, -2% q-q) และ unit cost 30.2 $/BOE (+3% y-y, flat q-q) เพิ่มตามค่าเสื่อมฯ จากไม่มีปรับปรุง reserve มากเท่าไตรมาส 4/67
ส่วน q-q กำไรปกติทรงตัว เพราะปริมาณขาย 5.33 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมัน (+7% y-y, +4%q-q) ฟื้นตัวจากแหล่งใหม่ MTJDA A18 เข้าเต็มไตรมาส และเป็นช่วงเร่งขายของแหล่งตะวันออกกลาง และ Algeria ชดเชย ASP ที่ลดตามราคาน้ำมันดิบได้ ไตรมาส 1/69 ปริมาณขายทรงตัวในระดับสูง การสร้างกระแสเงินสดทำได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากกำไรปกติไตรมาส 4/68 เป็นไปตามคาด กำไรปกติปี 68 จะใกล้เคียงราว 5.9 หมื่นล้านบาท (-26% y-y)
ส่วนกำไรปกติไตรมาส 1/69 คาดราว 1.45 หมื่นล้านบาท (-13% y-y, +3% q-q) ลด y-y จาก ASP ที่ -7% ฉุดจากราคาน้ำมันดิบ ส่วน q-q ฟื้นเล็กน้อย เพราะปริมาณขายราว 5.35 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมัน (+10% y-y, flat q-q) ทรงตัวในระดับสูงได้แหล่งใหม่ Ghasha เข้ามาชดเชยแหล่งในประเทศที่ปิดซ่อม และ unit cost -2% q-q จากค่าใช้จ่ายบริหารฯ/G&A ที่ลดลงตามฤดูกาล
บล.บียอนด์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า PTTEP มีปริมาณขายเพิ่มขึ้นช่วยพยุงรายได้ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมัน โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4/68 จะอยู่ที่ 1.67 หมื่นล้านบาท(-9% y-y, +32% q-q) โดยมีรายการพิเศษรวมราว 3.7 พันล้านบาท ประกอบด้วย กำไรจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ามัน (Hedging) ประมาณ 0.94 พันล้านบาท และกำไรจากการเข้าซื้อโครงการทูอัทราว 2.5 พันล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 0.3 พันล้านบาทเมื่อปรับรายการพิเศษออก
เราประเมินว่ากำไรปกติที่ 1.3 หมื่นล้านบาท(-25% y-y, +7% q-q) ด้านรายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 6.4 หมื่นล้านบาท(-17% y-y, -7% q-q) โดยการอ่อนตัวของราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยถ่วงหลักอย่างไรก็ดีปริมาณขายเพิ่มขึ้นสู่ราว 5.4 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันจาก 5.1 แสนบาร์เรลฯ ช่วยพยุงฐานรายได้ในไตรมาส 4/68 จากราคาน้ำมันดิบ Dubai ที่อ่อนตัวลงเฉลี่ยราว 64 ดอลลาร์/บาร์เรล(จาก 67 ดอลลาร์/บาร์เรลในไตรมาส 3/68) และราคาก๊าซอยู่ที่ประมาณ 5.7 ดอลลาร์/mmbtu(จาก 5.8ดอลลาร์/mmbtuในไตรมาส 3/68)
โดยปริมาณขายที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/68 มีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ 1. ปริมาณ Crude load เพิ่มขึ้นจากแหล่งตะวันออกกลางแอฟริกาและเอเชีย 2. การรับรู้ส่วนแบ่งผลผลิตเต็มไตรมาสจากการลงทุนในโครงการต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบแอลจีเรียและ MTJDA 3.การเรียกปริมาณก๊าซเพิ่มขึ้นเทียบกับไตรมาส 3 เนื่องจากโรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้าไม่มีการปิดซ่อมบำรุง
คาดว่าผลประกอบการทั้งปี 68 มีแนวโน้มสูงกว่าประมาณการของเราราว 10% โดยได้แรงหนุนหลักจากรายการพิเศษในไตรมาส 4/68 ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี กำไรจากการดำเนินงานปกติยังคงสอดคล้องกับประมาณการเดิมในเชิงมหภาคทิศทางราคาน้ำมันยังคงอ่อนตัวต่อเนื่องจากปี 68 ภายใต้ภาวะอุปทานส่วนเกินซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่ำกว่า 60 ดอลลาร์/บาร์เรลในระยะถัดไป โดยแรงกดดันด้านอุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอุปทานใหม่ที่อาจทยอยเข้าสู่ตลาดโลกจากฝั่งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลาส่งผลให้ราคาพลังงานมี Downside risk ในระยะกลางถึงยาวผลกระทบต่อบริษัทเนื่องจากรายได้จากน้ำมันคิดเป็นราว 30% ของปริมาณการขาย ขณะที่อีกประมาณ 70% เป็นก๊าซธรรมชาติซึ่งราคายังคงทรงตัวในกรอบ 5.7 ดอลลาร์/mmbtu
กำไรมีความอ่อนไหวสูงต่อราคาน้ำมันเสี่ยงกดดันกำไรสุทธิในปี 69-70 จากการประเมินสถานการณ์ของเราราคาน้ำมันในปี 69 มีแนวโน้มอ่อนตัวในกรอบราว 55 ดอลลาร์/บาร์เรลและอาจปรับลดลงต่อเนื่องสู่ระดับประมาณ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 70 ภายใต้สมมติฐานที่ปริมาณขายยังคงเป็นไปตามแผนของบริษัทเราประเมินว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงราว8% ในปี 69 และ 12% ในปี 70
ผลประกอบการระยะสั้นฟื้นตัวขณะที่แนวโน้มปี 69 ยังเผชิญความท้าทาย เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 126 บาทอ้างอิงวิธีประเมินมูลค่า EV/EBITDA ที่ 2.3 เท่า โดยมองว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากรายการพิเศษ ซึ่งช่วยพยุงกำไรสุทธิในระยะสั้น ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติยังมีแนวโน้มทรงตัวจากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ Oversupply ในตลาดพลังงานโลกจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อผลการดำเนินงานในปี 69