LEO กางแผน 3 ปีดัน EBITDA โตมากกว่า 45% เปิดเส้นทางขนส่งใหม่-ขยายรายได้ระบบราง

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday January 14, 2026 09:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ลีโอโกลบอล โลจิสติกส์ [LEO] เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้า (69-71) จากการเข้าร่วมโครงการ Jump+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตของ EBITDA ในปี 71 ให้มีการเติบโตไม่น้อยกว่า 45% จาก EBITDA ของปี 68 หรือเป็นการเติบโตที่ไม่น้อยกว่า 50-55 ล้านบาท

ทั้งนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการลงทุนจำนวนมาก ทำให้ตัวเลข EBITDA ในปี 66-67 การเติบโตติดลบจากค่าเสื่อมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ซึ่งตั้งแต่ปี 69 เป็นต้นไปจะเน้นใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ในการสร้างรายได้และการเติบโตของ EBITDA และจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่อีกใน 2-3 ปีข้างหน้า

โดยกลยุทธ์การเติบโต ประกอบไปด้วย

กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาเส้นทางการขนส่งสินค้าปัจจุบันและเปิดเส้นทางใหม่ ทั้งทางทะเล อากาศ และทางบก ตั้งเป้าจะมีการเติบโตของ Gross Profit อย่างน้อย 15% ต่อปี (69-71) โดยเส้นทางปัจจุบันได้แก่ อินเดีย จีน สหรัฐฯ แคนาดา และ Infra Asia ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของบริษัท และจะใช้เส้นทางยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ ไทย-จีน ไทย-ยุโรป และไทย-อาเซียน ให้มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญคือเส้นทางอินเดีย และตะวันออกกลาง เป็นเส้นทางที่บริษัทพยายามพัฒนาต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีการเติบโตอย่างดี ดังนั้นบริษัทจะพัฒนาให้ทั้ง 2 เส้นทางเป็นเส้นทางหลัก ในการสร้างรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

กลยุทธ์การเติบโตที่ 2 Diversified Growth ขยายฐานรายได้สู่ธุรกิจด้านระบบราง (Rail) และ Non-Freight / Non-Logistics เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างฐานรายได้ใหม่ เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว โดยตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้ธุรกิจ Rail และ Non-Freight / Non-Logistics ให้มีสัดส่วน 20% 25% และ 28-30% ในปี 69-71 ตามลำดับ จาก 9 เดือนของปี 68 ที่มีสัดส่วน 15% ซึ่งแผนงานที่สำคัญด้าน Rail จะมุ่งเน้นขยายบริการ Cross-Border Rail & Truck เชื่อมภูมิภาค CLMV จีน ส่งเสริมให้เกิด 2 way traffic ทั้งส่งออกและนำเข้า

ด้านธุรกิจ Self Storage จะพยายามเพิ่ม Occupancy rate เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ในแต่ละปี เช่นเดียวกับธุรกิจ LEO Coldbotic ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเก็บไวน์โดยเฉพาะ ตั้งเป้าเพิ่ม Occupancy rate เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% ในปี 69 เพิ่มอีก 20% ในปี 70 และรักษา Occupancy rate ให้ได้ไม่น้อยกว่า 85% ในปี 71

นายเกตติวิทย์ กล่าวเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ Jump+ ว่าโดยปกติบริษัทวางแผนการดำเนินในแต่ละปีอยู่แล้ว แต่โครงการดังกล่าวมีความแตกต่างมากไปกว่านั้น นอกเหนือจะเน้นเรื่องการเติบโตแล้ว ยังมุ่งเน้นธรรมมาภิบาล และ Climate Action ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัท นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจภายใต้โครงการ ถึง 5 ล้านบาทในช่วง 3 ปีนี้ ช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทลดน้อยลง และทำให้การดำเนินของบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ