นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ [BBL] กล่าวในโอกาสเปิดสัมมนา AEC Business Forum 2026 ภายใต้ข้อหัว New ASEAN: A Paradigm Shift ว่า ในปี 2026 โลกยังมีความเสี่ยง ความผันผวน และความไม่แน่นอน จากปัจจัย 5 ด้าน ซึ่งเป็นพลวัตสำคัญที่เป็นทั้งอุปสรรค โอกาส และตัวกำหนดอนาคตของอาเซียน ได้แก่
1.ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้หลายประเทศต้องมุ่งเน้นการรักษาสมดุลและส่งเสริมความร่วมมือภายในและภายนอกประเทศ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคให้แข็งแกร่ง สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ผลักดันการใช้เงินบาทและสกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขายระหว่างประเทศแทนสกุลเงินดอลลาร์ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการเงิน เชื่อมโยงระบบการลงทุน และการชำระเงินในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า 660 ล้านคนที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 4.25 ล้านล้านดอลลาร์

2.การเปลี่ยนแปลงของกระแสการค้าโลก อาเซียนกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบการค้าโลกแบบหลายขั้ว ด้วยตลาดขนาดใหญ่และขนาดเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030 กำลังแรงงานมหาศาล และทำเลที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างโดดเด่น ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 5% เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 20% ในปี 2024 โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และไบโอเทคโนโลยี เป็นต้น
3.การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี อาเซียนกำลังยกระดับสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ด้วยแรงหนุนจากประชากรยุคดิจิทัล การลงทุนใหม่หลั่งไหลเข้าสู่สาขาต่าง ๆ เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตขั้นสูง ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตในหลายภาคส่วน โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลาง AI ระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีสตาร์ทอัพด้าน AI มากกว่า 1,000 ราย เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น OpenAI Google และ NVIDIA ในขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคต่างเดินหน้ากลยุทธ์ด้าน AI ของตนเอง อย่างไรก็ตาม SME ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญแรงกดดันจากการที่ตลาดและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้สามารถปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลได้
4.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นำไปสู่กฎระเบียบและมาตรฐานสากลใหม่ ๆ เช่น CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้รูปแบบการค้าเปลี่ยนสู่ห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ ดังนั้น ทุกธุรกิจต้องปรับตัว และวางแผนระยะยาวเพื่อรับมือและเปลี่ยนผ่านธุรกิจที่มุ่งสู่Net Zero ซึ่งความร่วมมือสู่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้อาเซียนกลายเป็นผู้นำโลกด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย
5.การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร สิงคโปร์และไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร ทำให้ภูมิภาคต้องดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับสู่ภาคเกษตร และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก
"อาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ การค้า เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป แต่ทุกปัจจัยล้วนเป็นโอกาสให้ภูมิภาคอาเซียนได้ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน หากประเทศสมาชิกเร่งเสริมความร่วมมือ ใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ และลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว ดิจิทัล และทักษะแรงงาน อาเซียนจะสามารถก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคที่น่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้
ดังนั้น ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของภูมิภาค โดยธนาคารกรุงเทพ ในฐานะ สถาบันการเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าด้วยเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุม 9 จาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน" นายชาติศิริ กล่าว