นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวในงาน "ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?" ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ว่า ตลาดทุนคือกลไกการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพที่สุด เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ของนักลงทุน ต่างจากตลาดเงินที่มักถูกกำหนดโดยรัฐบาลหรือธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนต้องเดินไปพร้อมกับภาคเศรษฐกิจจริงหากเกิดช่องว่างดังเช่นปัจจุบัน แสดงว่ามี "บางอย่างผิดปกติ" ทั้งในแง่ความน่าเชื่อถือและความน่าดึงดูด ซึ่งต้องเร่งแก้ไข
ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยได้แก่
1. นวัตกรรมการออมและการลงทุน (G-Token & Digital Asset)
- G-Token เปลี่ยนพันธบัตรรัฐบาลให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สามารถแตกย่อยหน่วยลงทุนได้เล็กที่สุด และสร้างตลาดรองที่เข้มแข็ง
- Tourist Digipay เป็นการดึงเม็ดเงินต่างชาติสามารถเข้าใช้ในประเทศไทยได้ ผ่าน Tourist Sandbox ซึ่งมีการพูดคุยกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วแต่โครงการดังกล่าวหยุดชะงักไปก่อน
- พ.ร.บ. Financial Hub เป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
- Tokenization of Real World Asset: นำสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง เช่น ที่ดินของรัฐภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ มาทำ Tokenization เพื่อให้ประชาชนร่วมลงทุนและบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ของรัฐ
2. "หวยเกษียณ" กลไกใหม่เติมเงินตลาดทุน
- นโยบายหวยเกษียณ จะไม่ใช่แค่การออมเพื่อการเกษียณ แต่จะกลายเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าปีละ 1.3 หมื่นล้านบาท และสะสมเป็น 1.3 แสนล้านบาทภายใน 10 ปี ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลนี้จะถูกนำกลับไปลงทุนในตลาดทุนและตลาดพันธบัตร เพื่อสร้างเสถียรภาพและสภาพคล่อง
3. ปฏิรูปเกณฑ์ IPO และหนุน SME
- Fast Track IPO: ตั้งเป้าลดระยะเวลาขั้นตอนการทำ IPO จากค่าเฉลี่ย 2 ปี ให้เหลือเพียง 1 ปี โดยการตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและลดต้นทุน
- SME Listing: ปลดล็อกเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนของ SME โดยไม่ใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง
4. บูรณาการหน่วยงานกำกับดูแล (Regulatory Synergy)
- การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง กลต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปปง. และ ธปท. โดยเน้นที่ผลลัพธ์ มากกว่าขั้นตอนเพื่อความรวดเร็วในการจัดการปัญหาและพัฒนาตลาดทุน
"เราต้องปลดล็อกขั้นตอนที่ยึดถือกันเกินไป เพื่อพัฒนาตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด" นายเผ่าภูมิ กล่าวทิ้งท้าย
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยไม่ได้ขาดบริษัทที่ดี แต่ขาดความเชื่อมั่น สิ่งแรกที่พรรคภูมิใจไทยจะทำคือการแสดง "Political Will" หรือเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ว่าเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทยกำลังดีขึ้น โดยเน้นย้ำถึงเสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) หลังการเลือกตั้ง ซึ่งนโยบายของรัฐบาลต้องต่อเนื่องและอยู่ครบวาระ 4 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลก พรรคภูมิใจไทยเสนอการรักษา "วินัยการเงินการคลัง" อย่างเคร่งครัด ทั้งการคุมเพดานหนี้และกำจัดคอร์รัปชัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษอย่างรวดเร็วและชัดเจน ไม่ปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบยืดเยื้อนานหลายปี พร้อมยกระดับความรับผิดชอบของกรรมการอิสระในบริษัทจดทะเบียนให้มี Accountabilty มากขึ้น
"เราต้องดำเนินการทุกอย่างให้ผู้กระทำความผิด หรือผู้ที่จะกระทำความผิด ต้องได้รับโทษอย่างชัดเจน ไม่ใช่ผ่านไป 3 ปี 4 ปี ตลาดหุ้นรอไม่ได้ เราจะรอตลาดหลักทรัพย์ฯ พิจารณาแล้วส่งให้ก.ล.ต. ถึงจะเข้ามาตรวจสอบ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปไม่ได้ รวมถึงกรรมการอิสระที่เข้าไปนั่งในบริษัทมหาชนทั้งหมด จากนี้ไปต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถ"ส่วนเรื่องของการออมก็สำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว เราควรต้องมีกลไกกระตุ้นการออมระยะยาว พรรคเสนอแนวคิด TISA (Thailand Individual Saving Account) บัญชีออมส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยนักลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องซื้อเพียงกองทุนที่รัฐกำหนด (เช่น ESG หรือ RMF) แต่สามารถเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่ต้องการได้ภายใต้เงื่อนไขการถือครองที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังพิจารณาการยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gain Tax) สำหรับบัญชีออมประเภทนี้ด้วย
นายอนุชา ยอมรับว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่และนักลงทุนกลุ่ม High Net Worth นิยมออกไปลงทุนในตลาดต่างประเทศเพราะมองว่าตลาดหุ้นไทยยังขาดความน่าสนใจและยังไม่กล้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย รวมทั้งประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพพอในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) สุดท้ายเสนอให้มีการปรับปรุง ยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ในประเทศไทยเพื่อให้ตลาดทุนสามารถพัฒนาต่อเนื่องไป
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยไม่เติบโตเพราะขาดนวัตกรรมใหม่ เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนสู่ New S-Curve ได้จริง โดยมีอุปสรรคสำคัญคือ "ต้นทุนและนโยบายพลังงาน" รวมทั้งต้องลดภาระขั้นตอนขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ เสนอให้ฟื้นกองทุน LTF กลับมาใช้แทน SSF ที่ต้องถือครองนาน เนื่องจากเศรษฐกิจยุคใหม่เป็นแบบ "รวยเร็ว จนไว" เช่น กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ หรือแม่ค้าออนไลน์ ที่มีรายได้พุ่งสูงในระยะสั้นแต่มีความผันผวนสูง โดยสูตรสำเร็จของพรรครวมไทยสร้างชาติคือ LTF 5 ปีปฏิทิน เพื่อช่วยลดหย่อนภาษีให้กับกลุ่มคนชั้นกลาง และอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมในอดีตแต่กลับเป็นผู้แบกรับภาระภาษีสูงที่สุด
"วันที่เรามี LTF หุ้นไทยเคยไปถึง 1,600-1,700 จุด แต่พอมีแรงขาย LTF ตลาดก็ร่วงลงมาเหลือ 1,200 จุดอย่างที่เห็น ถ้าเรานำ LTF กลับมา เป้าหมายของรวมไทยสร้างชาติท่านต้องเห็นปีหน้า 2,000 จุด"นายอรรถวิชช์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุปสรรคที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยไม่เกิดการแข่งขัน คือระบบ "เครดิตบูโร" โดยคนในประเทศที่ติดเครดิตบูโร 5 ล้านคน และกว่า 90% เป็นคนวัยทำงาน ซึ่งเข้าไม่ถึงระบบการเงิน แนะปฏิรูปเครดิตบูโร โดยใช้ Credit Scoring หรือใช้คะแนนความประพฤติทางการเงิน ใครคะแนนดีได้ดอกเบี้ยต่ำ ใครคะแนนน้อยได้ดอกเบี้ยสูง หากลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนลบประวัติเสียในบูโรทันทีเพื่อให้สามารถ Refinancing ได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอถึง 3 ปี
นายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตลาดทุนที่ดีต้องมีความโปร่งใส ต้องมีความมั่นใจ และประชาชนต้องสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าทุกบริษัทมีธรรมาภิบาลอย่างไร โดยพูดถึง 3 หลักการ ประกอบด้วย Demand , Supply และ Rating หรือ Yield
ด้าน Demand ซึ่งประกอบด้วยนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย ซึ่งทุกวันนี้รายย่อยกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน จากการออมระยะยาวเป็นเก็งกำไรระยะสั้น ทำให้เห็นรายย่อยหันไปเทรดทองคำมากกว่าหุ้น นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังขาดความโปร่งใส เสนอให้ ก.ล.ต. จัดทำระบบ Rating ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทให้ชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ดูเพียงงบการเงินหรือ Balance Sheet ที่บางครั้งไม่สะท้อนราคาหุ้นจริง
อีกทั้งประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติใช้ระบบ High Frequency Trading (HFT) และ AI ในการซื้อขายที่รวดเร็วและตัดหน้าคนไทย ทำให้รายย่อยเสียเปรียบและเจ็บตัว รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก) โดยจัดให้มีระบบ AI Monitoring ของรัฐเพื่อกำกับดูแลการซื้อขายให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้รายใหญ่ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเอารัดเอาเปรียบรายย่อย
นอกจากนี้เพื่อสร้าง Supply และ Market Cap ใหม่ๆ เสนอให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเปลี่ยนจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ มาเป็นการบังคับใช้เกณฑ์ Made in Thailand อย่างจริงจัง เพิ่มสัดส่วน Local Content จากเดิม 40% เป็น 60% รวมทั้งบังคับให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในไทย ต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศด้วยและถ่ายทอด Know-how เพื่อก่อให้เกิด New Economy
ขณะเดียวกันภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรนำบริษัทจดทะเบียนที่มี Rating หรือเครดิตความโปร่งใสสูง เดินสายออก Roadshow ในต่างประเทศแบบเคาะประตูบ้านหรือเจาะกลุ่มตลาดเฉพาะ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่มีคุณภาพกลับคืนมา
นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า 3 เรื่องที่พรรคเห็นว่ามีความสำคัญที่จะพัฒนาตลาดทุน ประกอบด้วย การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุน การเพิ่มสภาพคล่อง และการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
ด้านการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุน ภาครัฐต้องร่วมมือกับก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในตลาดทุน โดยจัดทำเป็น Prevention Action ประสานงานข้อมูลร่วมกัน แม้แต่โบรกเกอร์ต้องทำ KYC และ CDD ให้เข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตลาดทุน แนะตั้งศาลตลาดทุน เพื่อทำให้การพิจารณาคดีทำได้รวดเร็วขึ้น และเสนอให้ใช้ AI เข้ามารวมศูนย์ข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ทำให้ตรวจพบความปกติได้อย่างรวดเร็ว
ด้านการเพิ่มสภาพคล่อง จะนำเอาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ประสบความสำเร็จเข้ามาใหม่ ไม่ใช่แค่กองทุน LTF แต่ยังรวมถึงการลงทุนในหุ้นรายตัวด้วย และ Infrastructure Fund จะเป็นอีกหนึ่งสินค้าเพื่อให้นักลงทุน มีตัวเลือกในการลงทุนมากขึ้น
ด้านการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดทุน จะส่งเสริมให้ SME หรือบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่ดี ใช้ตลาดทุนเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน และมีความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีความยุ่งยากและขาดความโปร่งใส ทั้งเรื่องการเข้าจดทะเบียน และกรณี Naked Short ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งยังพบหลักฐานหุ้นที่ยังไม่ได้ซื้อคืนจำนวนมาก แต่ไม่มีการลงโทษผู้กระทำผิด สะท้อนถึงการมี "มือที่มองไม่เห็น" แทรกแซงระบบ
เพื่อแก้ปัญหานักลงทุนสถาบันเทขายหุ้นจนเกิดแรงขายบังคับ (Force Sell) เสนอให้จัดตั้งกองทุนรูปแบบพิเศษเพื่อรับซื้อหุ้นที่เจ้าของบริษัทนำไปจำนำไว้กับสถาบันการเงินมาพักไว้ในกองทุนนี้เป็นเวลา 3 ปี เพื่อหยุดวงจร Force Sell และให้โอกาสเจ้าของบริษัทไปฟื้นฟูกิจการก่อนกลับมาไถ่ถอนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งรัฐจะได้ทั้งสินทรัพย์ที่มั่นคงและผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
รวมทั้ง เสนอให้มี Market Maker อย่างเป็นทางการและถูกกฎหมายเหมือนในสิงคโปร์หรือสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่สร้างสมดุลให้กับราคาหุ้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนและสร้างความเสถียรให้กับตลาดทุน เสนอเปิดกระดาน Digital Asset เพื่อทำ Tokenization สินค้าในไทยที่กำหนดราคาเองไม่ได้ เช่น ยางพารา เพื่อเลี่ยงจากการถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลางและตลาดโลก โดยการเปลี่ยนผลผลิตเป็นโทเคนดิจิทัลให้นักลงทุนนับล้านคนทั่วโลกสามารถซื้อขายสินทรัพย์จริง (Real World Asset) ของไทยได้โดยตรง
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนที่ในแนวราบ (Side-way) มานับทศวรรษ คือการขาดบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต (Growth) และขาดบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด โดยพรรคประชาชนเสนอทางออก 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. Orange Mega Projects สร้าง Supply Chain เทคโนโลยีไทย
เสนอกระบวนการเปลี่ยน "ปัญหาของประชาชน" ให้เป็น "อุตสาหกรรมในประเทศ" ผ่านงบประมาณภาครัฐ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่รัฐจะนำเข้าเครื่องมือแพทย์หรือแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาจากต่างประเทศเพื่อหวังเพียง "เงินทอน" จนเงินไหลออกนอกประเทศ รัฐควรใช้ Demand ของโครงการเหล่านี้ให้ SME ไทยผลิตเทคโนโลยีเอง ซึ่งจะสร้างบริษัทเทคโนโลยีไทยที่มีสเกลและศักยภาพ เพื่อนำบริษัทเหล่านี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) เติม Market Cap ใหม่ที่เป็น New S-Curve ของจริง
2. ปฏิรูปนโยบายการออม: สนับสนุน Tax Individual Account
เปลี่ยนรูปแบบการลดหย่อนภาษีจากการออมผ่านกองทุนรวม LTF มาเป็นการใช้ "บัญชีลงทุนส่วนบุคคลได้รับสิทธิภาษี" (Tax Individual Account) เนื่องจากกองทุนแบบเดิมมีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการลงทุนและมีค่าธรรมเนียม (Fee) ที่สูงและไม่เกิดการแข่งขัน โดยให้นักลงทุนรายย่อยเลือกซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลเองได้โดยตรงในบัญชีนี้ และได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีทั้งเงินลงทุนและเงินปันผล เพื่อกดดันให้กองทุนรวมต้องลดค่าธรรมเนียมลงเพื่อแข่งขัน เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนรายย่อย
3. ปรับสมดุลสภาพคล่องและหยุดแทรกแซง Regulator
ขณะที่ประเด็นสภาพคล่อง (Liquidity) ที่หายไปจากตลาดหุ้นไทย มองว่าการออกมาตรการ "Speed Bump" หรือตัวชะลอความเร็วในการซื้อขาย อาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของธรรมาภิบาล (Governance) โดยระบุว่าต้องยุติการที่การเมืองเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งประธานและเลขาธิการ กลต. ซึ่งเป็นต้นเหตุของความล่าช้าในการดำเนินคดีทุจริตในตลาดหุ้นตามมาตรฐาน OECD