ก.ล.ต. ประกาศสงคราม "ทุนเทา" ปูพรมตรวจเข้ม พร้อมงัดกลยุทธ์ปฏิรูปตลาดทุนไทยสู้ศึกคู่แข่งรอบด้าน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday January 19, 2026 18:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนตลาดทุนไทย โดยมุ่งเน้น 2 ภารกิจหลัก คือ การกวาดล้างธุรกิจสีเทาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และการยกเครื่องกฎเกณฑ์เพื่อเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

สำหรับมาตรการเฉียบขาดสกัดกั้น "ทุนเทา" ก.ล.ต. ยืนยันเจตนารมณ์ชัดเจน ไม่ต้องการให้ตลาดทุนหรือสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำผิดกฎหมาย โดยวางแนวทางป้องกันและปราบปรามไว้ 2 ส่วนหลัก โดยฝั่งผู้ระดมทุน (บริษัทจดทะเบียน) จะตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างเข้มข้นว่าตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ขณะที่ฝั่งตัวกลาง หรือ บริษัทหลักทรัพย์ กำชับให้ทำหน้าที่คัดกรองผู้ลงทุนผ่านกระบวนการ KYC/CDD และประเมินความเสี่ยง (Risk Appetite) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมและปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ประสานงานใกล้ชิดกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการอำนวยความสะดวกในการทำผิด กรณีที่มีกระแสข่าวว่าบุคคลในตลาดทุนเอี่ยวทุนเทา เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำจุดยืนว่า "สำนักงานดูที่พฤติกรรม ไม่ได้ดูที่ตัวบุคคลหรือตำแหน่ง" หากพบการกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดีตามขั้นตอนทันทีโดย ไม่มีข้อยกเว้น

นางพรอนงค์ ยังกล่าวถึงการปฏิรูปกฎเกณฑ์ เพื่อเติมเสน่ห์ตลาดทุน (Speed & Quality) ก.ล.ต. ยอมรับว่าตลาดคู่แข่งรุกหนัก จึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยใช้กลยุทธ์การคัดกรองเพื่อให้ได้ธุรกิจที่ดีเข้ามา และสกัดธุรกิจที่ไม่ดีออกไป ผ่านแนวทางการดขั้นตอน เพิ่มความไว (Speed) ด้วยการทบทวนกฎเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนเพื่อลดระยะเวลา แต่ยังคงมาตรฐานความเชื่อมั่น (Merit-based) โดยร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสู่การทำ One Stop Service ให้ดียิ่งขึ้น

พร้อมหารือกับ BOI เพื่อออกมาตรการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาระดมทุนในไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม สนับสนุนธุรกิจไทย รายใหญ่หากไปเติบโตในต่างประเทศแล้วดีต่อธุรกิจก็ถือว่าเป็นผลดีต่อประเทศ ส่วนรายเล็ก (SMEs/Startups): ส่งเสริมการระดมทุนผ่าน LiVE Exchange หรือ Crowdfunding โดยผลักดันให้เปลี่ยนจากการออกตราสารหนี้มาเป็นหุ้นมากขึ้น

ส่วนการจัดระเบียบ HFT และ Robot Trade นางพรอนงค์ กล่าวว่า การใช้ High Frequency Trading (HFT) ในระดับปัจจุบันที่ขึ้นมา 40-50% ซึ่งยอมรับว่าเป็นระดับที่ไม่สบายใจ เนื่องจากตลาดทุนไทยมีทั้งนักลงทุนในประเทศ นักลงทุนสถาบัน และมีนักลงทุนต่างประเทศ เสน่ห์ของตลาดทุนไทยคือความสมดุลของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศ กำลังซื้อและหนี้ครัวเรือน กระทบเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาด ดังนั้นต้องพิจาณาหาจุดที่เหมาะสม ซึ่ง ก.ล.ต. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการทบทวนมาตรการต่าง ๆ ทั้ง HFT, Program Trading, Short Sell

ด้านความคืบหน้าโครงการ TISA ที่ลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อสร้างความคึกคัก ให้กับตลาดกลับมาได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสามารถยืดหยุ่นกับหุ้นมากขึ้น และอาจไม่ต้องเน้นหุ้นที่มี ESG ดีอย่างเดียว อาจเป็นหุ้นที่มีความดีในเชิงของผลตอบแทนได้ โดยคาดเห็นความชัดเจนในปีนี้หลังได้รัฐบาลชุดใหม่


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ