สำนักงาน ก.ล.ต. เร่งคุมเข้มตลาดทุน ตัวเลขคดีพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนความจริงจังในการปราบทุจริต
ในช่วงปี 2566-2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ผ่านทั้ง คดีอาญา มาตรการลงโทษทางแพ่ง และการดำเนินการทางปกครอง/บริหาร ส่งผลให้จำนวนคดีและผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจริงจังในการยกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
ภาพรวมการบังคับใช้กฎหมายตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปี

-ปี 2566 ดำเนินการรวม 82 คดี ผู้กระทำผิด 280 ราย
-ปี 2567 เพิ่มเป็น 128 คดี ผู้กระทำผิด 346 ราย
-ปี 2568 พุ่งเป็น 170 คดี ผู้กระทำผิดรวม 409 ราย
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าการตรวจสอบและการเอาผิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรับมือกับพฤติกรรมผิดกฎหมายที่ซับซ้อนในตลาดทุนยุคดิจิทัล
ในปี 2568 ก.ล.ต. ดำเนินคดีอาญา 18 คดี ผู้กระทำผิด 97 ราย โดยความผิดหลัก ได้แก่
1.การกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายใน และการ Front run
2.การทุจริต
และ 3.การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรเปิดเผยในสาระสำคัญ
คดีเหล่านี้ถูกกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และ DSI) เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด
ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งอย่างจริงจัง โดยในปี 2568 คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติใช้มาตรการกับ 24 คดี ผู้กระทำผิด 128 ราย ความผิดส่วนใหญ่ยังคงเป็นการสร้างราคา ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลภายใน และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
นอกจากนี้ ในช่วง 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2568 มีผู้กระทำผิด 39 ราย จาก 14 คดี ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง คิดเป็น
แต่หากนับตั้งแต่ปี 2560-2568 รวมทั้งหมด 83 คดี ผู้กระทำผิด 343 ราย ค่าปรับทางแพ่งรวมกว่า 2,169,054,395 บาท โดยเป็นการชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์กว่า 460,906,017 บาท ซึ่งเงินทั้งหมดถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน (กระทรวงการคลัง)
ก.ล.ต. ไม่หยุดเพียงมาตรการทางปกครอง แต่ยังยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อให้ศาลกำหนดโทษสูงสุดตามกฎหมาย
โดยช่วงปี 2560-2568 มีคดีรวม 23 คดี แบ่งเป็น คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 6 คดี (ศาลชั้นต้น 1 คดี และ ศาลอุทธรณ์ 5 คดี) โดยศาลพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดีทั้งหมด
ส่วนอีก 17 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยแบ่งเป็นอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น 11 คดี และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ 6 คดี โดย 6คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ก.ล.ต.ชนะคดี โดยลงโทษทางแพ่งแก่จำเลยในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
อีกหนึ่งกลไกสำคัญของก.ล.ต. คือ "สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน" โทร. 1207 กด 22 ซึ่งในปี 2568 มีการแจ้งเบาะแสและขอคำปรึกษารวม 12,001 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากปี 2567
โดยแบ่งเป็น การให้คำปรึกษาเรื่องหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 276% หรือจำนวน 8,287 ครั้ง เมื่อเทียบจาก 2,202 ครั้งในปี 2567
มีการปิดกั้นบัญชีหรือช่องทางหลอกลงทุน 3,714 บัญชี โดยแพลตฟอร์มสามารถดำเนินการปิดกั้นได้ครบ 100% ภายใน 7 นาที-48 ชั่วโมง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการปฏิบัติงานของ ก.ล.ต. รวมถึง ประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น และการประสานงานกับแพลตฟอร์มดิจิทัลมีประสิทธิภาพสูง
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ก.ล.ต. ระงับบัญชีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไปแล้ว 47,692 บัญชี เพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงหรือกระทำผิดกฎหมาย
ผลงานและ ตัวเลขทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทาง สำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ได้เพียงตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน แต่กำลังยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนไทยอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่การป้องกัน การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการเอาผิดขั้นเด็ดขาด ความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงช่วยคุ้มครองผู้ลงทุน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นและความยั่งยืนของตลาดทุนในระยะยาว
ธิติ ภัทรยลรดี