SCGD หวังปีนี้ประคองกำไรทรงตัว ทุ่มงบ 2.5 พันลบ.เร่งขยายลงทุนเวียดนาม ไทยชะลอต่อเนื่อง

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday January 27, 2026 15:21 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ [SCGD] เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในปี 69 ในภาวะปัจจุบันบริษัทจะพยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิให้ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทุ่มงบลงทุน 2,500 ล้านบาท โดยหลักเพื่อเร่งการเติบโตเวียดนาม ควบคู่การขยายพอร์ตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและพัฒนาสินค้าใหม่ในไทย รวมทั้งควบคุมต้นทุนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ประเด็นค่าเงินบาทคาดในปี 69 จะผันผวนน้อยลงจากปีที่แล้ว

สำหรับงบลงทุนในปี 69 จำนวน 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในเวียดนาม 70% ในการขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก รวมทั้งเน้นไปที่โครงการลดการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก โดยตลาดเวียดนามยังมีปัจจัยบวกที่ชัดเจนในปีนี้ซึ่งถูกขับเคลื่อนจากงานซ่อมแซมและปรับปรุง หลังน้ำท่วมในไตรมาส 4/68 และโครงการภาครัฐ รวมทั้งอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรในเวียดนามเพื่อเร่งสร้างการเติบโต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้เวียดนามจากในไตรมาส 4/68 อยู่ที่ประมาณ 23% ให้เพิ่มให้ขึ้นเป็น 25-30% ในเร็วๆนี้

ขณะที่ตลาดในประเทศไทย คาดในไตรมาส 1/69 ยังชะลอตัวต่อเนื่อง ยังไม่เห็นปัจจัยขับเคลื่อน โดยยังต้องติดตามความชัดเจนภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งคาดหวังว่าภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลจะมีปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตามแม้ตลาดในประเทศจะชะลอตัว แต่บริษัทยังพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ให้ยอดขายในประเทศ

ด้านตลาดในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในปี 69 คาดยังทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับปี 68 โดยตลาดอินโดนีเซีย ได้แรงหนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเทศกาลอีดิลฟิตรี (Idul Fitri) อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนการขาย ขณะที่ตลาดฟิลิปปินส์ ภาคเอกชนยังดำเนินงานต่อเนื่อง ขณะที่โครงการภาครัฐอาจมีความล่าช้า

นายนำพล กล่าวว่า ผลประกอบการไม่รวมรายการพิเศษ ปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับปีอยู่ที่ 1,010 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% และ 11% จากปีก่อน มีรายได้ 22,676 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน และหากไม่รวมผลกระทบของค่าเงินบาทแข็งค่าด้วยแล้ว EBITDA และกำไรสำหรับปีจะดีขึ้น 7% จากปีก่อน และ 15%จากปีก่อน ตามลำดับ

สำหรับไตรมาส 4/68 EBITDA อยู่ที่ 759 ล้านบาท ดีขึ้น 4% จากปีก่อน กำไร 199 ล้านบาท ดีขึ้น 12% จากปีก่อน ถึงแม้รายได้จะลดลง 11% อยู่ที่ 5,308 ล้านบาท จากการบริหารจัดการต้นทุนและการบริหารภายในที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ท้าทาย

ทั้งนี้ ปี 2568 ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างภายในประเทศเผชิญแรงกดดันจากความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม SCGD เร่งปรับโครงสร้างควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่าง มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน SCGD เร่งปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและความต้องการผู้บริโภค พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ 3 กลยุทธ์หลักเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว ได้แก่

1.) ชูเวียดนามเป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์การเติบโต ยกระดับเวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของภูมิภาค โดยมี PRIME GROUP เป็นกลไกหลักในการรองรับการเติบโตของวัสดุตกแต่งพื้นผิวในตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่ง PRIME มีปริมาณการขายกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) สูงสุดในปี 2568 กว่า 13.5 ล้านตารางเมตร ล่าสุด SCGD ลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตร ที่โรงงาน DAI LOC ตั้งอยู่ทางเวียดนามตอนกลาง สอดรับกับความต้องการ GP ที่สูงขึ้นในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก คาดโครงการแล้วเสร็จปลายปี 2569 ส่งผลให้ในอนาคต PRIME จะมีกำลังการผลิต GP รวม เป็น 25.6 ล้านตารางเมตร หรือ 32% ของกำลังการผลิตรวม และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 45 ล้านตารางเมตรในปี 2573 นอกเหนือจากศักยภาพการผลิตและต้นทุนที่สามารถแข่งขันในตลาดได้แล้ว PRIME ยังเพิ่มโอกาสทางการขายด้วยสินค้าที่มีพังก์ชันตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงความต้องการ ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล

2.) รักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ ผ่านการนำเสนอสินค้าใหม่พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมคนรุ่นใหม่ กลุ่มรักสุขภาพ และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมรวมถึงความต้องการสินค้าคุณภาพสูง ดีไซน์สวย และฟังก์ชันที่คุ้มค่า โดยในไตรมาส 4/68 กลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง HVA (High Valued Added) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมีสัดส่วนยอดขาย 39% ของรายได้ ขณะที่กลุ่มสินค้า SVP (Smart Valued Product) หรือสินค้าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ มีสัดส่วนรายได้ 16% ของรายได้ โดยมุ่งดำเนินการ 3 แนวทาง ดังนี้

- นำเสนอสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด สร้างความหลากหลายของพอร์ตสินค้า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดย SCGD มียอดขายจากกลุ่มสินค้าใหม่กว่า 800 ล้านบาทในปี 2568 เติบโต 47% เทียบปีก่อน

- มุ่งพัฒนากลุ่มสินค้า HVA อย่างต่อเนื่อง อาทิ นวัตกรรม Wetguard+ จาก COTTO ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อพื้นเปียก และให้สัมผัสนุ่มสบายเมื่อพื้นแห้ง รวมถึงกระบื้องตกแต่งภายนอก (Exterior Tile)จาก COTTO ที่มีความแข็งแกร่ง กันลื่น ทนแดด ทนสารเคมี ดูแลง่าย รองรับการใช้งานได้หลากหลาย โดยในปี 69 จะพยายามรักษาสัดส่วนยอดขายกลุ่มสินค้า HVA ให้ไม่ต่ำกว่า 39% ของรายได้

- เดินหน้าขยายพอร์ตสินค้า SVP เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มตลาดมวลชนได้อย่างครอบคลุม อาทิ กระเบื้องแฟมิลี พื้น Floor PRO เป็นต้น

3.) กลยุทธ์เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2568 SCGD มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างรอบด้าน โดยลดต้นทุนด้านพลังงานผ่านการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ และสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมตั้งแต่ปี 2563 ได้กว่า 330 ล้านบาท โดยในปี 2568 มีการใช้สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 13.6% ขณะที่การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มเป็น 23.5%

นอกจากนี้ ยังสามารถเจรจาลดต้นทุนวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารจัดการปรับโครงสร้างธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตของ SCGD ด้วยการดำเนินงานผ่านการนำเทคโนโลยี Automation อาทิการออกแบบสินค้า การใช้หุ่นยนต์ในการพ่นสี รวมถึงการลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการด้วยการปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capita) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการควบคุมสินค้าคงคลังและการบริหารลูกหนี้การค้าขณะเดียวกัน ยังสามารถลดต้นทุนทางการเงิน จากการทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม และการชำระคืนหนี้บางส่วน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 280 ล้านต่อปี"

นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่า สำหรับปี 2568บริษัทสามารถขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ไปยังต่างประเทศ และเพิ่มผู้แทนจำหน่ายเป็น 201 ราย และมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ อยู่ที่ 520 ล้านบาท อีกทั้งต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวสู่การนำเสนอสินค้าตกแต่งพื้นผิวที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิว SPC (Stone Plastic Composite) มีปริมาณการขายอยู่ที่ 1.2 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 55% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับลดต้นทุนเพิ่มความสามารถแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลกได้ โดยในไตรมาส 4/68 สามารถลด ต้นทุนได้ 20% เทียบต้นปี 2568 และยังทำต่อเนื่อง รวมทั้งมียอดขายจากธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่องเพื่อต่อยอดไปสู่อาเซียนในอนาคต เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน

SCGD มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 36,588 ล้านบาท และยังคงความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยอัตราส่วนหนี้สิน สุทธิต่อ EBITDA ที่ 1.1 เท่า ลดลงจากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่าพร้อมเติบโตในระยะยาว รวมทั้งยังมีการจัดการเงินทุนและการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เน้นให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตในอนาคต

"คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.34 บาท แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท และเงินปั้นผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เพื่อเป็นการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะเติบโต ด้วยการดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์ และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง" นายนำพลกล่าวปิดท้าย

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ