นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ศุภาลัย [SPALI] กล่าวว่า ในปี 69 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายพร้อมกัน ด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำลง และดอกเบี้ยนโยบายเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง นี่คือบริบทที่ทำให้บริษัทฯ ต้องแม่น กับการบริหารธุรกิจอย่างดีในทุกมิติ ทั้งด้านสินค้า ทำเล ราคา การดูแลหลังการขาย และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารพอร์ตสินค้า การพัฒนาโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบุคลากรในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมในปี 69 ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 4.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 3 หมื่นล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมทั้งสองประเทศที่ 3.75 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 2.7 หมื่นล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาท
โดยบริษัทขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการและขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 9.8 หมื่นล้านบาท เครดิตเรตติ้งระดับ A ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน พร้อมต้นทุนทางการเงินต่ำ สะท้อนความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
บริษัทจะยืนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ คุณภาพสินค้า มาตรฐานก่อสร้าง และบริการหลังการขายที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึก "สบายใจ" ตั้งแต่ตัดสินใจซื้อ "มั่นใจ" เมื่อเข้าอยู่ และบอกต่อได้จริง โดยภาพรวมสะท้อนทิศทางแบรนด์ปี 69 Supalai Inspire Aesthetics of Life ที่มุ่งออกแบบคุณภาพชีวิตซึ่งมั่นใจได้ตั้งแต่วันแรกและยืนระยะอยู่ได้นาน
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ SPALI กล่าวว่า ปี 68 เป็นปีแห่งความท้าทายจากปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินงาน แต่บริษัทได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งในศักยภาพขององค์กรและกระบวนการทำงาน รวมไปถึงความสามารถในการบริหารสถานการณ์ ทำให้ปี 69 จะเป็น Year of Strength ที่ศุภาลัยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงบนฐานที่พร้อมกว่าเดิม
สำหรับปี 69 ศุภาลัยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ เป้าหมายยอดขายในประเทศไทย 3 หมื่นล้านบาท มูลค่าโครงการเปิดใหม่ 3.5 หมื่นล้านบาท และงบซื้อที่ดิน 8 พันล้านบาท เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพอร์ตโครงการ พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯปริมณฑลและภูมิภาค โดยบริหารพอร์ตให้สมดุลระหว่างโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม
ด้านรายได้ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ราว 2.7 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัยพัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และ ศุภาลัย คราม เขาเต่า รวมมูลค่า 6.08 พันล้านบาท
โดยในปี 68 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีโครงการปิดการขายแล้ว (Sold out) ภายในปี รวม 21 โครงการ มูลค่าโครงการ 3.54 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ และในปี 69 บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ อาทิ "ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์" และ "ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3" พร้อมขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีและเกาะ สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันบริษัทต่อยอดกรอบคิดเดียวกันสู่พาร์ท Global Driven โดยชูออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศที่เห็นศักยภาพชัดเจนจากตัวเลขผลงาน ปี 68 ที่เติบโตกว่า 370% และปี 69 บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยเน้นบริหารพอร์ตให้ "สมดุล" และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง เพื่อให้รายได้ต่างประเทศเป็นฐานที่มีคุณภาพและช่วยเสริมเสถียรภาพบริษัทฯ ในระยะยาว
ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 69 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 1.76 แสนล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการขยายการลงทุนอย่างเหมาะสมตามสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่
เมื่อพูดถึงความยั่งยืน ศุภาลัยมองว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยระบบการทำงานที่สามารถติดตาม วัดผล และปรับตัวได้จริง เพื่อรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 69 บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาการทำงานในรูปแบบ Data Driven ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ "The Data Frontier" หรือศูนย์กลางข้อมูลขององค์กร (Central Brain) พร้อมวางกรอบ Data Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ขณะเดียวกันศุภาลัยยังนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน "SABAI" โดยเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่กว่า 35 ฟีเจอร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของศุภาลัยในการพัฒนานวัตกรรมและบริการดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลา
ทิศทางการขับเคลื่อนของศุภาลัยในปี 69 ไม่ได้สะท้อนเพียงผ่านตัวเลขและแผนธุรกิจ แต่ต่อยอดด้วยแนวคิด Sustainability Driven ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ Driven for Tomorrow ภายใต้กรอบแนวคิดเติบโตโดยไม่สร้างต้นทุนให้อนาคต โดยคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อม ผู้อยู่อาศัย ผู้มีส่วนได้เสีย และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ก่อสร้าง ส่งมอบ ไปจนถึงการบริหารโครงการ
ในเชิงปฏิบัติ ศุภาลัยดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การออกแบบโครงการให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศตั้งแต่ต้นทาง (Comprehensive Design), Waste Management, Smart Energy, การเลือกใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่แผนระยะยาวด้าน Green Operations และการใช้พลังงานสะอาด โดยวางโรดแมปสู่ปี 2030 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (ขอบเขต 1 และ 2) เพื่อเสริมความแข็งแรงของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว