นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง [SCGP] เปิดเผยว่าในปี 69 บริษัทตั้งเป้าหมาย กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 18,300 ล้านบาท เติบโตจากปี 68 17,210 ล้านบาท และ EBITDA Margin ไม่ต่ำกว่า 14% โดยมาจากการเติบโตของทุกประเทศ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียที่จะกลับมา Turnaround ในปีนี้ ด้านรายได้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีคาดแตะระดับ 1.3 แสนล้านบาทเติบโตต่อเนื่องจากปี 68 ที่มีรายได้ 124,374 ล้านบาท
พร้อมวางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจในไปป์ไลน์คาดใช้งบลงทุนราว 5.5 พันล้านบาท และปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยมองโอกาสการขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดียซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีการเติบโตสูง ซึ่งตั้งเป้าปรับสัดส่วนรายได้เป็นรายได้จากต่างประเทศ 2 ใน 3 ภายในปี 2572 จากปี 68 ที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 56%
สำหรับธุรกิจในอินโดนีเซีย ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีผลประกอบการขาดทุน แต่ในปี 68 ผลขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งหวังว่าธุรกิจในอินโดนีเซียจะกลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/69 ขณะเดียวกันจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เชื่อมโยงกับการบริโภค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต (FDI) ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน
ด้านต้นทุนราคาพลังงานในปีนี้ บริษัทมองเชิงบวกแม้จะมีปัจจัยลบที่ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจาก Data Center อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าการนำเทคโนโลยี Automation เข้ามาใช้จะทำให้การใช้พลังงานต่อหน่วยลดลง จึงมองว่าแนวโน้มราคาพลังงานน่าจะลดลงเป็นปัจจัยบวกให้การดำเนินงานในปีนี้
ขณะที่ประเด็นค่าเงินที่ผันผวน ในปีที่ผ่านมาแม้ธุรกิจในเวียดนามหรืออินโดนีเซียจะทำกำไรในสกุลเงินท้องถิ่นได้ดี แต่พอแปลงค่ากลับมาเป็นเงินบาท ตัวเลขกำไรจะดูเหมือนลดลง เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งกว่า เพื่อลดความผันผวนจากการแปลงค่าเงิน SCGP จึงใช้กลยุทธ์การกระจายพอร์ตรายได้ในแต่ละประเทศ อย่างสมดุล ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ค่าเงินประเทศใดประเทศหนึ่งผันผวนรุนแรงเกินไป
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1/69 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียนภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็นร้อยละ 90 จากร้อยละ 87-91 ในปี 2568 ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
นายวิชาญ กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด สำหรับไตรมาสที่ 4/68 เวียดนามและอินโดนีเซียมีความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น การเตรียมผลิตสินค้าล่วงหน้าก่อนเทศกาล รวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนเริ่มฟื้นตัว ส่วนความต้องการในไทยชะลอตัวจากเหตุอุทกภัย และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
SCGP ดำเนินกลยุทธ์การบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์ โดยปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก ร้อยละ 70เป็นร้อยละ 100 ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุนร้อยละ 25 กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัดนอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ปรับลดลง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA 17,210ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569