มองมุมต่าง: MSCI เขย่าอินโดฯ สัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นไทยควรระวัง

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday January 28, 2026 17:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

มองมุมต่าง: MSCI เขย่าอินโดฯ สัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นไทยควรระวัง

การประกาศของ MSCI เกี่ยวกับประเด็น free float หุ้นรายตัว ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล free float หุ้นรายตัว ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก

โดยก่อนหน้านี้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนระดับโลกตื่นเต้นกับตลาดหุ้นอินโดฯ เป็นอย่างมาก และประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศ ได้ผ่านจุดต่ำสุดและกำลังฟื้น จนเป็นหนึ่งในหมุดหมายของตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ในภูมิภาคนี้

แต่พอเจอข่าว MSCI เช้าวันนี้ (28 ม.ค.) ที่ได้ประกาศว่าจะ ระงับการเพิ่มหุ้นเข้าในดัชนี และเตือนว่าอินโดนีเซียอาจถูก ปรับลดสถานะเป็นตลาด Frontier Market หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมภายในเดือนพฤษภาคม 2026

การประกาศนี้ได้เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้หุ้นถูกเทขายเป็นวงกว้าง จนดัชนีปรับตัวลดลง -8%

หุ้นที่ถูกกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มคองโกลเมอเรต โดยเฉพาะ Barito และ Bakrie หลายตัวชนลิมิตดาวน์ ขณะที่กลุ่ม Saratoga และ Sinarmas ก็ปรับตัวลงแรงเช่นกัน

TLKM ร่วงถึง -12% จากแรงขายต่างชาติ หลังเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีเงินไหลเข้าเด่นตั้งแต่ต้นปี ส่วนหุ้นธนาคารใหญ่ BBCA, BBRI และ BMRI ลดลง 56%

ขณะเดียวกัน หุ้นเหมืองแร่ที่เคยแข็งแกร่งถูกขายทำกำไรอย่างชัดเจน และด้วยแรงขายจากต่างชาติที่ยังไม่จบ ตลาดมีโอกาสเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องไปถึงวันพรุ่งนี้

ถ้ามองตลาดหุ้นอินโดนีเซียเป็นภาพสะท้อน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้บอกว่าอินโดฯ แย่ แต่มันกำลังบอกว่า

"เงินต่างชาติไวต่อความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมากแค่ไหน"

และเมื่อหันกลับมามองตลาดหุ้นไทย ผ่านสายตานักลงทุนต่างชาติในวันนี้ จะเห็น red flag หลายอย่างที่อาจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่กำลังถูกสะสม รอให้มากพอจะทำให้เงินเลือก "ถอยก่อน" ได้ตลอดเวลา

สิ่งแรกที่ นักลงทุนต่างชาติ กังวลมากคือ ความไม่แน่นอนของกติกา ไม่ใช่ว่ากติกาไทยแย่ที่สุด แต่ปัญหาคือ กติกามีแนวโน้ม "เปลี่ยนระหว่างทาง" ได้ตลอดเวลา และมักมาในรูปแบบที่ตลาดตั้งตัวไม่ทัน นโยบายหรือมาตรการที่ออกมาแบบเร่งด่วน ขาดช่วงเวลาปรับตัว ทำให้ต่างชาติประเมินความเสี่ยงยาก

สำหรับกองทุนระดับโลก ความไม่แน่นอนหนึ่งครั้ง ไม่ได้แปลว่า จะต้องเทขายหุ้นหมดพอร์ต แต่มันจะถูกบันทึกเป็น risk premium ที่สูงขึ้นทันที และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่กติกานิ่งกว่า เงินลงทุน ก็มีเหตุผลจะถูกลดน้ำหนักลง

ประเด็นถัดมา คือ โครงสร้างตลาดที่สภาพคล่องพึ่งพาต่างชาติสูง แถม ฐานเงินทุนในประเทศยังไม่แข็งพอ ตลาดหุ้นไทยในอดีตเคยได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค แต่วันนี้บทบาทนั้นถูกลดทอนลง MSCI เคยถ่วงน้ำหนักถือหุ้นไทยสูงสุดเกือบ 40 บริษัท มาวันนี้เหลือ แค่ 19 บริษัท และมีแนวโน้มจะถูก ถอดออกอีก 2 บริษัท ในเดือนหน้า ตามการประเมินของ โบรกเกอร์ฝรั่งที่ออกมาก่อนหน้านี้

ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศยังไม่สามารถรับแรงขายใหญ่ ๆ ได้อย่างมั่นคง นักลงทุนต่างชาติ จึงรู้ดีว่า หากวันหนึ่งต้องออกพร้อมกัน ตลาดจะรับแรงกระแทกได้ยาก ความคิดนี้เองทำให้พฤติกรรม "ขายก่อน คิดทีหลัง" เกิดขึ้นง่ายมาก

อีก red flag ที่พูดกันมากในวงการคือ narrative การเติบโตของประเทศที่ไม่ชัด ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะเศรษฐกิจพัง แต่ถูกมองว่า "ไม่มีเรื่องเล่าใหม่" เมื่อเทียบกับอินเดีย เวียดนาม หรือแม้แต่อินโด

ที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเจอคำถามจากนักลงทุนต่างชาติ ที่ถามคำถามง่าย ๆ ว่า คุณคิดว่า เงินหนึ่งดอลลาร์ของฉัน ควรไปอยู่ในประเทศที่ GDP โต 67% หรือประเทศที่โตไม่ถึง 23% แถมมีแต่ความไม่แน่นอนเรื่องของความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นสากล

คำถามนี้ไม่ได้โหดร้ายเลยสำหรับคนถาม แต่คนตอบ เกิดอาการสมองบวม น้ำท่วมปากขึ้นมาทันที

ด้าน ธรรมาภิบาลและ market perception ก็เป็นอีกจุดที่ นักลงทุนต่างชาติ จับตา แม้หลายบริษัทไทยยังมีคุณภาพดี แต่ภาพรวมของตลาดถูกบดบังด้วยกรณีเฉพาะตัวที่กระทบความเชื่อมั่น เมื่อเรื่องเหล่านี้เกิดซ้ำ ๆ นักลงทุนต่างชาติจะไม่แยกคิดเป็นรายบริษัททันที แต่จะเหมารวมเป็นความเสี่ยงของตลาดโดยอัตโนมัติ และความเสี่ยงเชิง perception แบบนี้ แก้ยากและใช้เวลานานกว่าการแก้ตัวเลขกำไรบรรทัดสุดของงบการเงิน

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ท่าทีต่อเงินทุนต่างชาติ หากตลาดหรือภาครัฐส่งสัญญาณว่า ต่างชาติ เป็น "ตัวแปรที่ต้องระวัง" มากกว่าพันธมิตรในการพัฒนาตลาดทุน เงินจะรับรู้ได้ทันที

สิ่งที่อยากจะบอก นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ที่เป็นคนไทยว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ หรือ ผลตอบแทนที่สูงลิ่ว แต่ต้องการความมั่นใจว่าเงินของเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และสามารถเข้าออกได้ตามกลไกตลาด และสิ่งที่เขาต้องการคือ กติกาที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนกลางเกม และ มีสภาพคล่องให้ซื้อ และขายได้ทันที

แต่เมื่อทางการเลือกที่จะไปปกป้องนักลงทุนรายย่อย ที่ยังไม่มีความเข้าใจการลงทุนในตลาดทุนอย่างแท้จริง โดยมองว่า เมื่อโยนเงินเข้ามาตลาดหุ้น แล้วต้องมีคนปกป้อง หรือคอยคุ้มกัน โดยไม่คิดจะรับผิดชอบความเสี่ยงที่ตนเองลงไป ทำให้เกิดความบิดเบือนความเป็นสากล

เมื่อความรู้สึกนี้สั่นคลอน แม้เพียงเล็กน้อย เงินต่างชาติ ก็พร้อมจะย้ายไปที่อื่น เพราะโลกแห่งการลงทุนไม่ได้ขาดทางเลือก

สุดท้าย สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ red flag ใด flag หนึ่ง แต่มันคือ การสะสมของความไม่ชัดเจนหลายเรื่องพร้อมกัน แต่ละเรื่องอาจดูไม่ร้ายแรง แต่เมื่อรวมกัน จะสร้างเหตุผลที่เพียงพอให้กองทุนระดับโลก "ลดความเสี่ยงเชิงระบบ" โดยไม่ต้องรอข่าวร้ายใหญ่ เหมือนที่เกิดในอินโดนีเซียในวันนี้

เคสของตลาดหุ้นอินโดฯ สอนเราว่า ตลาดเกิดใหม่ไม่ได้แพ้เพราะพื้นฐานแย่ แต่แพ้เพราะเงินทุน หรือfund flow ไม่มั่นใจ กับตลาดที่เขาจะลงทุน

สำหรับตลาดหุ้นไทย หากไม่จัดการกับ perception เหล่านี้ให้ดี สิ่งที่เห็นวันนี้อาจยังไม่ใช่การหนีตาย แต่เป็นการถอยตั้งหลัก ซึ่งสามารถกลายเป็นแรงขายจริงได้ทันที เมื่อมีตัวกระตุ้นเพียงเล็กน้อยเข้ามาในอนาคต

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่เอื้อและเป็นสากลให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองต่อนักลงทุนทุกกลุ่มของตลาดหุ้นไทย

ธิติ ภัทรยลรดี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ