นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] เปิดเผยกับ "อินโฟเควสท์" ถึงแผนการลงทุนขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า โครงการส่วนต่อขยายด้านตะวันออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (East Expansion) กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีรักษาการแล้ว เพื่ออนุมัติปรับปรุงวงเงินลงทุนโครงการนี้ ซึ่งวงเงินเดิมที่ครม.เคยอนุมัติเมื่อปี 59 ที่วงเงิน 9 พันล้านบาท ที่รวมกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงินมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาพิจารณาในปัจจุบันจะมีการปรับเพิ่มพื้นที่จากเดิม 6,000 ตร.ม. เป็น 8,800 ตร.ม.อีกทั้งราคาวัสดุก่อสร้างก็เปลี่ยนแปลงไป
แม้จะเป็นการปรับปรุงวงเงินใช้ในโครงการ East Expansion แต่ก็ยังอยู่ในกรอบวงเงินเดิมของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 โดย ครม.รักษาการ สามารถอนุมัติได้
นางสาวปวีณา กล่าวว่า หาก ครม. อนุมัติผ่านแล้ว จะเริ่มประมูลภายใน 1-2 เดือน ในการออก TOR และคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จใน 4 ปี ทั้งนี้ จะสามารถรองรับผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น 70 ล้านคน/ปี จากปัจจุบันรองรับได้ 65 ล้านคน/ปี ขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสาร 62 ล้านคน/ปี
สำหรับการขยายอาคารผู้โดยสารฝั่งใต้ (South Terminal) เพื่อรองรับการเติบโตของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นางสาวปวีณา กล่าวว่า แผนแม่บทของ South Terminal เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการนำเสนอครม.โดยโครงการมีอาคาร South Terminal และมีอาคารสำหรับขนส่งทางอากาศ (Cargo) และศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เพื่อรองรับการเป็น Aviation Hub ต่อไป
โดยวงเงินลงทุนการขยายสุวรรณภูมิ เป็นแผนลงทุน 12 ปี วงเงิน 2 แสนล้านบาท เป็นอาคาร South Termianal , Runway4 , cargo, MRO , General Aviation และอาคารส่วนควบ อาทิ โรงผลิตน้ำ อาคารจอดรถ รวมถึง อุโมงค์ลอดเชื่อมต่อ อาคารเหนือและอาคารใต้
นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT จะเสนอครม.ให้รับทราบแผนแม่บทโครงการ South Terminal ซึ่งต้องรอครม.ชุดใหม่ จากนั้นจะนำเสนอครม.อีกครั้งในการพิจารณาอนุมัติวงเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ AOT จะทยอยการลงทุนอาจแบ่งเป็น 3 เฟสหลัก โดยเฟสแรก จะรองรับได้ประมาณ 30 ล้านคน และจะโยกการใช้ Main Terminal ไปใช้ก่อนและกลับมาปรับปรุงอาคาร Main Terminal ที่ใช้มานาน 20 ปี ขณะที่ส่วน East Expansion ก็เปิดใช้รองรับผู้โดยสารได้อีกส่วนหนึ่ง
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานดอนเมืองแออัดมาก ก็จะเร่งดำเนินโครงการขยายท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 แต่เมื่อพิจารณาว่างบลงทุนเดิมที่ตั้งไว้ 3.6 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเป็นวงเงินเดิมเมื่อปี 61 ราคาวัสดุก่อสร้างและอื่นๆก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ได้นำเสนอครม.เมื่อปี 65 และอนุมัติแล้ว ทั้งนี้ จากที่ออกแบบ พบว่าเนื้องานไม่เหมาะสม จึงต้องมีการปรับปรุงใหม่ โดยได้ปรับงบลงทุนมาเป็นปัจจุบันที่ 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเนื้องานที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแผนเดิม โดยเฉพาะ Junction Terminal เดิม AOT มีแนวคิดว่าจะให้มีผู้ลงทุนส่วนนี้ แต่เมื่อมีการศึกษาอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่าสนามบินดอนเมืองขาดเรื่องจุดขนส่งหรือ Transport หลักๆ ทำให้รถติดมาก และแออัด ดังนั้นจึงเปลี่ยนจากที่รองรับเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่ควรเป็นจุดให้บริการผู้โดยสาร เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือเป็นจุดรับส่งผู้โดยสารได้ รวมถึงมี Bus Station ที่ทำให้ผู้โดยสารที่จะเดินทางออกจากสนามบินไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ดังนั้น AOT จึงต้องขออนุมัติเงินลงทุนใหม่ในโครงการขยายท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 จากครม.แต่ใช้เงินลงทุนของ AOT เอง ซึ่งทางเลขา ครม.ได้ให้รอเสนอครม.ชุดใหม่
โดยการขยายท่าอากาศยานดอนเมือง เฟส 3 จะสามารถเพิ่มการรองรับผู้โดยสารเป็น 40 ล้านคน/ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 30 ล้านคน/ปี
นางสาวปวีณา กล่าวว่า การปรับเพิ่มค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศจาก 730 บาท/คน เป็น 1,120 บาท/คน เป็นการปรับใช้กับต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเที่ยวบินในประเทศไม่ได้ปรับ จึงยืนยันว่าการปรับขึ้นค่า PSC ไม่กระทบคนไทย และสนามบินต่างชาติมีค่า PSC สูงกว่าไทยมาก
โดยขั้นตอนปัจจุบันรอ รมว.คมนาคมซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) เป็นผู้ลงนามมติ กบร.ที่ให้ปรับขึ้นค่า PSC ที่มีมติแล้วและจะเริ่มใช้ได้ในอีก 4 เดือน หรือในเดือน พ.ค.69
ทั้งนี้ค่า PSC ที่ AOT ปรับขึ้นจะใช้กับ 6 ท่าอากาศยานที่ AOT บริหาร ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนนี้บริษัทจะนำไปใช้ปรับปรุงและขยายท่าอาอากาศยานเพื่อรองรับกับการเติบโตของผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5-7% ต่อปี รวมถึงเก็บไว้เป็นกำไรสะสม เพราะแผนลงทุนของ AOT จะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท กำไรสะสม และเงินกู้ ซึ่งบริษัทจะกู้เงินน้อยที่สุด เพราะจะมีภาระดอกเบี้ยตามมาด้วย
ที่ผ่านมา AOT พยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้ Non-Aero เพื่อมาสนับสนุนธุรกิจการบิน แต่ตนมองว่า ไม่เหมาะสม เราควรจะนำรายได้ Aero มาปรับปรุงสนามบินรวมถึงการลงทุน เพื่อเพิ่มการบริการให้ได้มาตรฐานสากล ดังนั้น AOT จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ Aero มากขึ้น เพิ่มสัดส่วนเป็น 60% และ Non-Aero 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50-50%