นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้ยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้านอย่างต่อเนื่องภายใต้ความไม่แน่นอนต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยในประเทศเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย รวมถึงปัจจัยด้านรายได้และกำลังซื้อของครัวเรือนที่ชะลอตัวลงส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพด้วยเช่นกัน รวมถึงความเข้าใจของคนที่ยังถือว่าประกันยังไม่ใช่ของจำเป็นอันดับแรกที่จะต้องซื้อ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจด้วยเช่นกัน

สำหรับในปี 69 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมเติบ 23% ใกล้เคียงกับภาพรวมของอุตสาหกรรม ยังคงเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่เร่งขยายตัวเกินกว่าศักยภาพของตลาดและกำลังซื้อของลูกค้าเพื่อรักษาคุณภาพของพอร์ตและมูลค่ากรมธรรม์ในระยะยาว และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ในส่วนของเบี้ยใหม่ตั้งเป้าเติบโต 10% ใกล้เคียงกับปีก่อน
โดยประกันสุขภาพยังเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตของบริษัท โดยเฉพาะแบบประกันที่หลากหลาย ครอบคลุมความเสี่ยงในหลายรูปแบบ เพราะมองว่าเป็นความต้องการที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆของผู้บริโภค โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้คนตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งบริษัทยังส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่ความคุ้มครอง (Preventive Care) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่บริษัทให้ความสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสุขภาพโดยรวม
ขณะที่ปัจจุบันสุขภาพได้กลายเป็นหนึ่งในความต้องการหลักของคนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังกลับพบในกลุ่มอายุน้อยลง รวมถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บทบาทของประกันชีวิตและประกันสุขภาพเปลี่ยนจากทางเลือก ความจำเป็น และทำให้บริษัทประกันต้องออกแบบความคุ้มครองที่เข้าถึงได้ ยั่งยืน และไม่สร้างภาระค่าเบี้ยเกินความจำเป็นแก่ผู้เอาประกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) เติบโตขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธุรกิจประกันไม่สามารถควบคุมได้ โดยในปี 68 Medical Inflation ปรับเพิ่มขึ้นราว 10% ทำให้การพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์จะต้องมีความสอดคล้องกับค่ารักษาภยาบาลที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะรูปแบบประกันสุขภาพแบบ Co-payment หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีผู้เอาประกันที่เข้าเงื่อนไขต้องจ่าย Co-payment น้อยมาก ดังนั้น ในปีนี้ที่แนวโน้ม Medical Inflation เชื่อว่ายังสูงขึ้น รูปแบบประกันสุขภาพแบบ Co-payment ก็จะมีความสอดคล้องกับความคุ้มครองในการรักษาพยาบาล และประวัติของผู้เอาประกันแต่ละรายตามคยวามเหมาะสม
"ผลกระทบจากค่ารักษาที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประกันในแง่ต้นทุนค่าสินไหม การออกแบบความคุ้มครอง การตั้งเบี้ยประกันให้เหมาะสม และความสามารถในการดูแลลูกค้าในระยะยาว ทำให้บริษัทจึงต้องทำงานร่วมกับโรงพยาบาลและพันธมิตรทางการแพทย์ เพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงมาตรฐานการรักษา และไม่กระทบสิทธิของผู้เอาประกัน" นายสาระ กล่าวนอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ "Go Healthier with MTL" สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิมกับเมืองไทยประกันชีวิต ที่จะมุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม และพันธมิตร ควบคู่ไปกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)
ขณะเดียวกัน MTL ยังมีความร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศภายใต้โครงการ MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง เพื่อยกระดับการดูแลผู้เอาประกันอย่างสะดวกและอุ่นใจ ตั้งแต่การลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายส่วนเกิน การประสานงานประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจผ่าตัดพิเศษ ซึ่งเป็นการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ตรงจุด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นด้วยแบบประกันภัย "เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่" ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคง ผ่านโครงการ "ShieldLife" รวมถึงประกันรูปใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพสำหรับดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้างหลังในกรมธรรม์เดียว "เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น" โดยล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5 แบบประกันชีวิตที่ "คนซื้อได้ใช้จริง" คุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยจ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุรับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้
บริษัทเตรียมเปิดตัวเมืองไทยสไมล์คลับ และ Fit Reward โฉมใหม่ที่จะมาเติมเต็มให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมและสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม และเชื่อมต่อทุกการดูแล สุขภาพในชีวิตประจำวันให้กลายมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยอีกด้วย
ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลงและต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ลูกค้ายังคงให้ความไว้วางใจ ปี 68 มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเติบโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและแบบประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงเติบโต 24% ด้านคะแนน NPS สูงขึ้นจาก 75 เป็น 78 คะแนน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน ณ สิ้นปี 68 มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140%
นายธนัญชัย สัจจะปรเมษฐ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส MTL กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าปรับพอร์ตการลงทุนของบริษัทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการลงทุนยังใกล้เคียงกับปี 68 ที่มีสินทรัพย์รวมราว 6.9 แสนล้านบาท เป็นสินทรัพย์ลงทุน (Investment Assets) มากถึง 80-90% แบ่งเป็น Fixed Income สัดส่วนกว่า 95% ซึ่งยังเน้นลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น และทองคำ เป็นต้น