บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) วิเคราะห์ฉากทัศน์และหุ้นรับประโยชน์จากการเลือกตั้งใหญ่และลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.69 หลังจากการยุบสภา
การเลือกตั้งครั้งนี้มี 3 พรรคการมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นตัวเลือกหลักที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางที่คาดว่ามีผลต่อการเลือกตั้ง ประกอบด้วย 2 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) รวมทั้งหมด 5 พรรคการเมืองที่จะมีผลต่อสมการการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
ฉากทัศน์ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง บล.ฟิลลิป ชี้มี 4 ฉากทัศน์
ฉากทัศน์ที่ 1 : Inevitable (พรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย) นายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล คาดเป้าหมายดัชนี SET Index : 1,450-1,480 จุด เรามองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด (70%) เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ได้ประกาศต่อสาธารณชนถึงการเปิดประตูทุกบาน ล้างไพ่ใหม่ ไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และคาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางอย่างพรรคกล้าธรรมเข้ามาด้วยทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆ ได้โดยง่าย และทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบายที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาด ว่าหุ้นขนาดใหญ่ของไทยจะยังได้ประโยชน์อยู่
ฉากทัศน์ที่ 2 : Grand Compromise (พรรคภูมิใจไทย + พรรคประชาชน) นายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,420-1,450 จุด เรามองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย (20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร แต่จากช่วงการหาเสียงที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต เพียงแต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของแต่ละฝ่าย เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่เอาพรรคการเมืองบางพรรคมาร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไขคือ การไม่แก้ไข ม.112 และรวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัวฉากทัศน์นี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม บรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณี ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาด ใหญ่
ฉากทัศน์ที่ 3 : Reconcile (พรรคประชาชน + พรรคเพื่อไทย) นายกรัฐมนตรี คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ นายยศชนัน วงสวัสดิ์ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,380-1,420 จุด เรามองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด (10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่า ความสบายใจที่จะร่วมงานกันยังไม่มากพอ แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง โดยเฉพาะหากพรรคประชาชน เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ แต่ทั้งนี้ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ฉากทัศน์พิเศษ: กรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีรักษาการ คือ นายอนุทิน คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,100-1,200 จุด กรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาที่เรามองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะหรือเลื่อนออกไป จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณจะล่าช้า ทำให้เศรษกิจไทยในปีนี้น่าจะโตต่ากว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี SET Index
เรามองว่าการเลือกตั้งและการลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.69 น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ว่าออกฉากทัศน์ไหน เบื้องต้น ดัชนี SET Index น่าจะตอบรับในเชิงบวกก่อน แต่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ ดังที่วิเคราะห์ไว้
หุ้นแนะนำรับผลการเลือกตั้ง
การเงิน : MTC, KTC, SAWAD
ธนาคาร : KTB, KBANK, KKP, TISCO
การบริโภคในประเทศ : CPAXT, MOSHI, CBG, OSP
นิคมอุตสาหกรรม : WHA, AMATA
อสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, SIRI, SC
ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง : CENTEL, ERW, BA, CPN
ก่อสร้าง : STECON, CK, UNIQ