นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าสร้างความมั่นคงเพื่อคนที่คุณรัก ผ่านกลยุทธ์ "Go Healthier with MTL" เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น โดยการพัฒนาบริการพิเศษสำหรับลูกค้าประกันชีวิตควบการลงทุนหรือยูนิตลิงค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพได้ดำเนินไปพร้อมกับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์เมืองไทยยูนิตลิงค์ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือวางแผนการเงินระยะยาวที่ยืดหยุ่น เลือกเพิ่มความคุ้มครองสุขภาพได้ครอบคลุมทุกความต้องการ ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ เป้าหมาย และสถานการณ์ โดยปีที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ mDesign 99/3, 99/5 และ 99/10 ที่เปิดโอกาสให้เลือกระยะเวลาชำระเบี้ยได้หลากหลายให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตัวเองมากยิ่งขึ้น
บริษัทได้เสริมความมั่นใจด้านการลงทุนให้กับลูกค้าเมืองไทยยูนิตลิงค์ ด้วยบริการ MTL Portfolio Management ซึ่งดูแลโดยผู้จัดการกองทุนผู้มากประสบการณ์ของบริษัทฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยในปี 68 แม้ตลาดการเงินโลกจะมีความผันผวนสูง แต่พอร์ตโฟลิโอแนะนำตามระดับความเสี่ยง 5 พอร์ต สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงประมาณ 7.7-11% ซึ่งถือว่าทำผลงานได้โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทียบกับการลงทุนในหุ้นไทยที่มีผลตอบแทนติดลบถึง -6%
"การลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอนั้นมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์ แม้ในแต่ละปีจะไม่ได้ทำผลตอบแทนเหนือกว่าทุกสินทรัพย์ แต่การกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์จะช่วยลดโอกาสการเกิดผลตอบแทนติดลบที่รุนแรง และช่วยสร้างความสม่ำเสมอให้กับเงินลงทุนของลูกค้าเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว" นายสาระ กล่าวในปี 69 ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวน เมืองไทยประกันชีวิตได้เตรียมพร้อมอย่างรอบคอบ โดยยังคงยึดหลักการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เป็นสำคัญ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนสามารถรับมือได้ทั้งในสภาวะที่ตลาดอาจปรับตัวลงรุนแรง และไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนเมื่อตลาดปรับตัวสูงขึ้น
โดยบริษัทได้ปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด มีการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยและเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยโลก ในขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงก็ได้ปรับลดบทบาทของหุ้นไทยเนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ยังมีความท้าทาย โดยไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นโลก เพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีสัดส่วนของธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI อยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งกระจายการลงทุนบางส่วนไปยังตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมหุ้นญี่ปุ่น) เพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ และรับโอกาสการเติบโตจากภูมิภาคเอเชียที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกในระยะยาว ซึ่งการปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างผลตอบแทนของพอร์ตแนะนำให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพสูงสุดในระยะยาว