GGC มั่นใจปี 69 พลิกกำไร ตั้งเป้า EBITDA โต 10% ดันกลุ่ม HVP หนุนรายได้รวมพุ่ง 20%

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday March 4, 2026 14:07 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล [GGC] เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 69 มั่นในผลประกอบการพลิกกลับมามีกำไร โดยตั้งเป้าผลักดัน EBITDA เติบโตไม่น้อยกว่า 10% ลดค่าใช้ค่าใช้จ่ายลงไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท เตรียมงบลงทุน 400 ล้านบาทเพิ่มกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้จากธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) หนุนรายได้รวมเติบโต 20% และวางรากฐาน Carbon Credit เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาทภายในปี 73

"ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของการเติบโต เราจัดการบ้านของเรามาระดับหนึ่งใน 3 ปีที่ผ่านมา อะไรที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรค เราร่วมมือกันจัดการแล้ว เราจะทำ GGC ให้กลับมายืนอยู่บนกระดานที่เคยเป็นให้ได้ และก็ต้องดีขึ้น"นายกฤษฎา กล่าว

สำหรับผลประกอบการปี 68 บริษัทมีผลขาดทุน 684 ล้านบาท จากการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนเอทานอลและการปรับมูลค่าที่ดินรวมกว่า 231 ล้านบาท เนื่องจากสภาวะตลาดเอทานอลที่มีความผันผวนและกระทบกับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก บริษัทจึงปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ Write-off เงินลงทุนในส่วนเอทานอลไปทั้งหมดแล้วเพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการดำเนินงานในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทหยุดเดินเครื่องผลิตเอทานอลไปเมื่อต้นปีเนื่องจากไม่คุ้มกับราคาขาย

ขณะที่ทิศทางธุรกิจในปี 69 แม้ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรมจะยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัว ตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยศักยภาพด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทมีการบริหารจัดการ สภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัทที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับ การเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ

GGC เดินหน้ากำหนดแผนการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด "GGC Taking the Future" เพื่อตอกย้ำ เจตนารมณ์ ในการขับเคลื่อน องค์กรอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทาง ชัดเจน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกำหนดอนาคตขององค์กร ด้วยความรับผิดชอบและการเติบโตยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์ หลักสำคัญ ได้แก่

1.Take Cost Competitiveness: ยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อน Internal Transformation, Process Optimization และ Technology Shift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ เสริมความแข็งแกร่ง เชิงการแข่งขัน

ปัจจุบัน GGC มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนลงทุนปี 69 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารความยืดหยุ่น (Financial Resilience) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก เรายังคงรักษาฐานะการเป็น "Debt-Free Company" ได้อย่างมั่นคง โดย ณ สิ้นปี 68 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท และด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลงทุน (CAPEX) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงาน อย่างมีประสิทธิภาพ

2.Take Growth & Value: เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling / Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20% ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่

- กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) ซึ่งจะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

- กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

- กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) เปิดตัว C12-14 Alkyl / Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล

- กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) ผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ

3.Take Sustainability Forward: สร้างความยั่งยืน ให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่ และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบ Traceability ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพ พลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลด GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้าง GGC ให้ชนะด้วยต้นทุน เติบโตด้วยพอร์ตที่ใช่ และยั่งยืนแบบวัดผลได้

เรามีความเชื่อมั่นว่า GGC จะสามารถบรรลุเป้าหมาย ทางธุรกิจที่วางไว้ ด้วยการเสริมศักยภาพในด้านต่าง ๆ เดินหน้าขับเคลื่อนตามแนวคิด "GGC Taking The Future" ของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กร และการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่มั่นคง และยั่งยืนให้สังคม และประเทศไทย พัฒนาและยกระดับองค์กร สู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ TO BE A LEADING GREEN CHEMICAL COMPANY BY CREATING SUSTAINABLE VALUE หรือ เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมี เพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน"

นายกฤษฎา กล่าวถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย บริษัทได้เตรียมแผนรองรับความเสี่ยงไว้อย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้ 30-40% ถูกนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซล ขณะที่ GGC นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 12% เท่านั้น ส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งอื่น อาทิ อเมริกาใต้และแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือราว 50% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์สงคราม อาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นทันที ขณะที่ไบโอดีเซลเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงจากประเด็นดังกล่าวได้ หากรัฐบาลสนับสนุนให้ขยับสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งเป็น Green energy จาก 5% เป็น 10% หรือเคยทำได้ถึง 20% จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ทันที 10-20% หรือคิดเป็นมูลค่าคร่าวๆ ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอกแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ภาคการขนส่งและเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้ในยามวิกฤต


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ