BANPU พลิกโฉม NewCo รับอานิสงส์สงครามดัน"ถ่านหิน-ก๊าซ"พุ่ง เป้าปี 69 โตแรงรุกดีล Hyperscalers

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday March 4, 2026 17:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู [BANPU] เปิดเผยวา ทิศทางการดำเนินงานในปี 69 จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ซัพพลายด้านพลังงานลดลง หนุนราคาเพิ่มขึ้นทั้งราคา LNG และน้ำมัน นอกจากนี้ ราคาก๊าซในสหรัฐฯ (Henry Hub) ยังมีแนวโน้มขยับขึ้นตามราคา LNG โลกอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ถ่านหินได้รับอานิสงส์จากดีมานด์ที่กลับมาเพิ่มขึ้น หนุนราคาปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปีอยู่ที่ 100-110 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปัจจุบันขึ้นมาที่ระดับ 130 เหรียญสหรัฐ/ตัน และน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไประยะหนึ่ง ประกอบกับ กำลังการผลิตของบริษัทในปีนี้ที่มีความมั่นคง ทำให้คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานในปี 69 จะเติบโตจากปี 68

นอกจากนี้ ธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับผู้ประกอบการ Hyperscalers คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้ และยังมีการเจรจาถึงโอกาสในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับธุรกิจถ่านหินปี 69 ในออสเตรเลีย BANPU ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตแตะ 8.3 ล้านตัน ขณะที่จีน 10.5 ล้านตัน ย่อตัวจากปี 68 ที่ 11.1 ล้านตัน มองโกเลีย ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตแตะ 2.3 ล้านตัน ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพิจารณากับภาครัฐในอินโดนีเซีย คาดจะเห็นความชัดเจนในเดือนนี้

ในด้านการดำเนินงาน BANPU มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราคาก๊าซไว้ที่ 3.8-3.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านลูกบาศก์ฟุต ในสัดส่วน 70% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด

นายสินนท์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ BANPU คงยังไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มเติม โดยโครงการใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยเข้ามาในปี 70-71 ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายการลงทุนรวม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปี (ปี 69-73) มุ่งสู่เป้าหมาย EBITDA เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า เน้นธุรกิจก๊าซ ไฟฟ้า การกักเก็บคาร์บอน และแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals)

"ปี 68 สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้ากลยุทธ์ Energy Symphonics ต่อเนื่อง และการก้าวสู่ BANPU (NewCo) นับเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพของบ้านปูให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานจากการผสานพลังระหว่าง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก สนับสนุนการจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และปลดล็อกคุณค่าของสินทรัพย์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น ในขณะที่ AI และ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานอย่างพลังงานเพิ่มขึ้นมหาศาล บ้านปูก็พร้อมตอบรับโอกาสนั้นด้วยพอร์ตโฟลิโอพลังงานที่ครบวงจรและสะอาดยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการสร้าง EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 73"นายสินนท์ กล่าว

ภายหลังการอนุมัติธุรกรรมควบบริษัทจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา BANPU และ BPP จะดำเนินการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด และคาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท (Joint Shareholders Meeting) ภายในไตรมาส 2/69 และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/69

การปรับโครงสร้างแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) , ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ธุรกิจไฟฟ้า และ ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ, ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center และเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ

ในปี 68 ทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของบ้านปูมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) บริษัทเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เหมืองถ่านหินในมองโกเลียอย่างเป็นทางการในปีแรก และรายงานปริมาณการขาย 1.62 ล้านตัน ส่วนเหมืองในอินโดนีเซียจัดตั้ง Transformation Office เพื่อดำเนินโครงการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในปีที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่เหมืองในออสเตรเลียสามารถลดต้นทุนเงินสดได้ 75 ล้านเหรียญออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังได้เริ่มลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซีย เพื่อเข้าถึงแหล่งนิกเกิลคุณภาพสูงระดับต้นน้ำ เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อุตสาหกรรมแร่แห่งอนาคต

ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ แหล่ง Bedrock รับรู้ผลประกอบการหลังทำธุรกรรมสำเร็จในเดือน ก.ย.68 ปริมาณขายก๊าซรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และดำเนินแผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 75% ไว้ภายใต้ BKV ธุรกิจ CCUS จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (JV) ร่วมกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจนี้ สำหรับโครงการ Barnett Zero รายงานปริมาณการอัดเก็บคาร์บอนจำนวน 138,280 ตันในปี 68 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Cotton Cove ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ในครึ่งปีแรกของปี 69

ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3/69 ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่น รวมถึงลงทุนและเริ่มพัฒนาโครงการ BESS ทั้งในออสเตรเลีย (โครงการ Wooreen และ Kerang) และสหรัฐฯ (โครงการ Megamouth) ทำให้ในปัจจุบันธุรกิจ BESS มีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง สำหรับธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง

เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) มุ่งสร้างระบบนิเวศ Net Zero ครบวงจรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในทุกหน่วยธุรกิจ ธุรกิจโซลาร์บนหลังคาและโซลาร์ลอยน้ำ บ้านปู เน็กซ์ ร่วมมือกับอมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคา กำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในเวียดนาม 2 แห่ง ขณะที่ธุรกิจแบตเตอรี่มีกำลังการผลิตรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจยานยานต์ไฟฟ้าบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.9% ใน Mixx Technologies, Inc. ผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และอีก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.3 ใน ARC Clean Technology ผู้พัฒนา Advanced Small Modular Reactor (aSMR) เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น Data Center และผู้ผลิตไฮโดรเจน

สำหรับผลประกอบการในปี 68 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ