ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI แนะนำ กลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น แนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มการแพทย์ที่มีรายได้สูงจากผู้ป่วยที่มาจากตะวันออกกลาง รวมทั้งลดน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม cyclical (หุ้นวัฏจักร) ในประเทศ ขณะที่ให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน, หุ้นปลอดภัย และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI จึงถอดหุ้น ERW, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR และ WHA ออกจากรายชื่อหุ้น Top pick ขณะที่เพิ่ม PTT, PTTEP, KTB, SCB, SHR และ TRUE เข้ามาแทน ดังนั้น รายชื่อหุ้น Top pick จึงประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, GULF, MOSHI, KTB, SCB, PTT, PTTEP, SHR และ TRUE
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ดัชนี SET ปรับตัวลงท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ทำให้ในปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ P/E 15 เท่าในปี 70 หรือสูงกว่า -2SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปีเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานที่ EPS ตลาดทรงตัวในปีนี้แทนที่จะเติบโต 8% yoy ในปี 69 และ 11% yoy ในปี 70 อย่างที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯคาดการณ์ ดัชนี SET จะซื้อขายที่ P/E 15.4 เท่า ในปี 70 หรือ -1.5SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งเป็นระดับที่มองว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ฯยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปี 69 อยู่ที่ 1,480 จุดหรือที่ P/E 15.6 เท่าในปี 70 หรือ -1.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยมองว่าจะมี downside risk หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ, ราคาน้ำมันแพงต่อเนื่อง, สถิตินักท่องเที่ยวดิ่งลงแรงและสถานการณ์การเมืองในประเทศกลับมามีความไม่แน่นอน ส่วนปัจจัยบวกคือ การที่ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว, รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม, เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
สำหรับบริษัทที่ฝ่ายวิเคราะห์ศึกษาทำกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 4/68 เพิ่มขึ้น 65% yoy แต่ลดลง 8% qoq โดยกลุ่มที่กำไรเติบโตแข็งแกร่งสุด yoy ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์, กลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่กลุ่มที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด คือ กลุ่มโทรคมนาคมและกลุ่มสาธารณูปโภค ส่วนกลุ่มที่มีผลประกอบการอ่อนตัวกว่าคาด คือ กลุ่มโรงแรม, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร
หลังจบฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/68 ฝ่ายวิเคราะห์ฯได้ปรับประมาณการ EPS ของตลาดลง 0.6% เป็น 85.5 บาทในปี 69 แต่ปรับขึ้น 0.2% เป็น 94.5 บาทในปี 70 เท่ากับว่าในปัจจุบันคาดว่ากำไรปกติโดยรวมของบริษัทศึกษาจะเติบโต 8% yoy ในปี 69 และ 11% yoy ในปี 70