นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า มาตรการหรือกลไกในการดูแลการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ยังเพียงพอและมีประสิทธิภาพสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างขึ้น เพราะมาตรการที่มีอยู่เป็นมาตรฐานสากล อาทิ เกณฑ์ Ceilling-Floor, มาตรการ Circuit Breaker ที่ตลาดหุ้นในต่างประเทศมี นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังมีมาตรการ Dynamic Price Band, Auto Pause ในหุ้นแต่ละตัว อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันยังไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลงจนเข้าเกณฑ์
ผู้จัดการ ตลท. ระบุว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความยืดเยื้ออาจจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การส่งออกหรือนำเข้าที่มีค่าใช้จ่ายเดินเรือสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้า
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน จากตะวันออกกลางในสัดส่วน 50% และจากแหล่งอื่น ๆ อีก 50% ซึ่งยังมีหลายแหล่งที่ชดเชยส่วนที่นำเข้าไม่ได้ เช่นเดียวกันก๊าซ LNG ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางราว 10-20% ส่วนที่เหลือเป็น Spot จากทั่วโลก ดังนั้น หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อก็มองว่ายังสามารถรับมือได้
"แต่แน่นอนราคาน้ำมันกระโดดขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้องจับตาดูว่าถ้าราคาพลังงานสูงขึ้น มีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนใดบ้างในตลาดของเรา บางบริษัทจะได้ประโยชน์จากพลังงานที่แพงขึ้น และที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือเรื่องค่าเงิน ที่ผ่านมาดอลลาร์อ่อนลง มันก็จะมีผลกระทบอีกแบบหนึ่งกับบริษัทจดทะเบียนของเรา"ตลท.ยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมการ ตลท. อยู่เสมอและพร้อมเรียกประชุมหากต้องใช้มาตรการพิเศษเข้ามาดูแลสถานการณ์เพิ่มเติม แต่จากการติดตามสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีกลไกคล้าย ๆ กันกับบ้านเราอย่าง Circuit Breaker ก็ถือว่ายังใช้งานได้ดี
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลท.กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือน มี.ค.เผชิญความผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาน้ำมัน แต่ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศหลังการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็นตัวแปรสำคัญในการพยุงตลาดหุ้น
หลังจากตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในเดือน ก.พ.69 ที่ผ่านมา โดยติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค (รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน) แต่ในเดือน มี.ค.69 สถานการณ์ได้พลิกกลับด้านจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบโลก เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นมามากแล้ว จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดัชนีย่อตัวลงบ้าง
อย่างไรก็ตาม ตลท.มองว่าปัจจัยที่จะช่วยให้หุ้นไทยทานกระแสความผันผวนจากต่างประเทศได้ คือความแข็งแกร่งภายใน โดยเฉพาะความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกรอบเวลา และมีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ออกมา รวมถึงการผ่านงบประมาณที่ราบรื่น จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและพยุงตลาดให้ฟื้นตัวได้
ในด้านมาตรการดูแลตลาด ปัจจุบัน ตลท.มีเครื่องมือเพียงพอ ซึ่งล่าสุดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก และกดดัชนีในวันที่ 4 มี.ค.ดิ่งลงไปถึง 8% ในภาคเช้าแตะเกณฑ์ Circuit Breaker ระดับ 1 หยุดทำการซื้อขาย 30 นาที แต่ภาคบ่ายดัชนีปรับตัวกลับขึ้นมาได้บ้างจนกระทั่งปิดตลาด -5% สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวช่วยหยุดความตื่นตระหนกของตลาด และช่วยให้นักลงทุนมีเวลาฉุกคิดและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน
"จากสถานการณ์สงครามจนถึงปัจจุบัน SET Index ลงไปราว 10.5% แต่ภาพรวม YTD ยังให้ผลตอบแทน 8.5% และยังติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค ไทยขึ้นแรงก็ลงเยอะ แต่ถือว่าเราไม่ได้ลงแรงเท่าเกาหลี"ส่วนผลกระทบต่อหุ้นขนาดใหญ่ แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันพุ่งแรงและเที่ยวบินที่อาจหยุดชะงัก แต่โชคดีที่ไทยผ่านพ้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) มาแล้ว จึงคาดว่าผลกระทบในส่วนนี้จะไม่รุนแรงนัก โดยเชื่อว่าภาคธุรกิจมีการปรับตัวลดค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไว้แล้ว และหวังว่าสงครามจะจบลงในระยะสั้น