CONSENSUS: BDMS พื้นฐานแกร่ง กำไรโตต่อ แม้สะดุดสงครามตอ.กลาง แต่ Q2 คาดผู้ป่วยต่างชาติฟื้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday March 9, 2026 16:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกฯ ประสานเสียงแนะนำ "ซื้อ" บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ [BDMS] มองราคาหุ้นย่อตัวจากความกังวลสงครามตะวันออกกลางเป็นโอกาสสะสม ชูพื้นฐานแกร่ง-ปันผลจูงใจ แม้ไตรมาส 1/69 อาจทรงตัวจากฐานสูงและผลกระทบช่วงรอมฎอน แต่คาดกำไรทั้งปี 69 โตต่อเนื่อง จากคาดการณ์รายได้เติบโตของทั้งกลุ่มคนไข้ไทยและต่างชาติ โดยคาดว่ากลุ่มคนไข้ต่างชาติจะสามารถเติบโตได้ดีต่อเนื่อง และกลุ่มประกันที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น

ราคาหุ้น BDMS ล่าสุดอยู่ที่ 18.90 บาท ลดลง 0.30 บาท (-1.56%) ขณะที่ดัชนี SET -4.33% (เวลา 10.30 น.)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)

ยูโอบี เคย์เฮียน ซื้อ 32.00

ทรีนีตี้ ซื้อ 29.20

ฟินันเซีย ไซรัส ซื้อ 28.75

กรุงศรี ซื้อ 27.00

พาย ซื้อ 26.00

หยวนต้า ซื้อ 25.60

ทิสโก้ ซื้อ 25.20

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซื้อ 25.00

ฟิลลิป ซื้อ 25.00

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

นายถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ บริษัทให้แนวโน้มในไตรมาส 1/69 โดยในเดือน ม.ค. คนไข้ไทยทรงตัว แต่ต่างชาติเติบโต 2% โดยเฉพาะคนไข้ยุโรป และตะวันออกกลาง ขณะที่เดือน ก.พ. มีความกังวลจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง รวมถึงเทศกาลรอมฎอน ทำให้คนไข้ตะวันออกกลางมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งสัดส่วนคนไข้ตะวันออกกลางประมาณ 14% ของคนไข้ต่างชาติ หรือ 4% ของรายได้ รวมมีผลให้แนวโน้มไตรมาส 1/69 ทรงตัวหรือชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่ทั้งปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 2-4% รวมผลกระทบจากตะวันออกกลางแล้ว โดยภาพรวมทั้งปีเรามองกำไรของ BDMS ยังเติบโต 5% YoY มาที่ 16,929 ล้านบาท โดยอาจชะลอตัวลงในไตรมาส 1/69 แต่หลังจากไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป เรามองว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป การขยายบริการเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ Wellness สอดคล้องกับการเติบโตของสังคมผู้สูงวัย และการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ และสำหรับรายการเคลมเงินประกันน้ำท่วมที่สาขาหาดใหญ่ บริษัทคาดว่าจะเคลมได้ทั้งหมดภายในปีนี้

โดยราคาหุ้น BDMS ที่ปรับตัวลงมาจากความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง เป็นจังหวะในการเข้าลงทุน คงคำแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 25.60 บาท ณ ปัจจุบันยังมีปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.65 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD 10 มี.ค.

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ยังคงแนะนำ "ซื้อ" หุ้น BDMS ที่ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 29.20 บาท โดยประเมินรายได้และกำไรปี 69 ยังคงแข็งแกร่ง เติบโตทั้งคนไข้ไทยและต่างชาติ และยังสามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้ดี

BDMS ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมในปี 69 อยู่ที่ 2-4% โดยคาดการณ์การเติบโตจากกลุ่มคนไข้ไทย 1-3% และ คนไข้ต่างชาติ 5-7% และ EBITDA Margin ที่ประมาณ 24% เน้นการเพิ่ม Asset Utilization ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้คุ้มค่า แทนการเพิ่มจำนวนเตียงใหม่ในระยะสั้น เนื่องจากอัตราการครองเตียงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 65% และตั้งเป้าหมายที่ 75%

บริษัทบริหารต้นทุน โดยเน้นการใช้ยา House Brand ช่วยรักษา Margin และใช้ AI ช่วยลดภาระงานและบริหารจัดการบุคลากรข้ามกลุ่มโรงพยาบาลเพื่อคุมค่าใช้จ่ายด้าน OT

แนวโน้มไตรมาส 1/69 อาจไม่โดดเด่นเนื่องจากฐานปีที่แล้วค่อนข้างสูง ประกอบกับ ผลกระทบจากช่วงรอมฎอนที่คนไข้ตะวันออกกลางจะเดินทางมาน้อยลง และสถานการณ์โรคระบาดลดลง ทั้งนี้ กลุ่มคนไข้ตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของรายได้รวม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบ แต่บริษัทมีมาตรการรองรับเพื่อกระตุ้นตลาดอื่นชดเชย และเนื่องจากช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงรอมฎอน จึงยังไม่เห็นผลกระทบมาก ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นคาดว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนน้อย เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันของบริษัทต่ำมาก

บริษัทมองว่าระบบ Co-Payment ในระยะยาวจะเป็นผลบวก เนื่องจากจะทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลง ส่งผลให้คนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น และขยายฐานผู้ใช้บริการในตลาดให้กว้างกว่าเดิม และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มประกันจาก 38% เป็น 40%

ดังนั้น ยังคงคาดการณ์กำไรปี 69 ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 6% YoY จากคาดการณ์รายได้ที่เติบโตของทั้งกลุ่มคนไข้ไทยและต่างชาติ โดยคาดว่ากลุ่มคนไข้ต่างชาติจะสามารถเติบโตได้ดีต่อเนื่อง และคาดการเติบโตมาจากกลุ่มประกันที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผู้บริหารมีมุมมองเชิงระมัดระวังมากขึ้นต่อแนวโน้มปี 69 โดยตั้งเป้ารายได้โรงพยาบาลเติบโตเพียง 2-4% YoY ตามเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยยังคาดหวังการเติบโตจากผู้ป่วยต่างชาติ +5 ถึง 7% YoY โดยเฉพาะเมียนมา, สหรัฐฯ และกลุ่ม EXPAT ขณะที่ผู้ป่วยไทยคาดเติบโต 1-3% YoY ด้าน EBITDA Margin อยู่ใกล้ระดับเดิมที่ 24% โดยปีนี้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, การบริหารสินทรัพย์, การจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนการนำ AI มาช่วยยกระดับการวินิจฉัยมากขึ้น

ความขัดแย้งในอิหร่านยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากอยู่ในช่วงรอมฎอนและผู้ป่วยตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 4% ของรายได้โรงพยาบาล อีกทั้งยังไม่พบการยกเลิกจองจากยุโรปตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายภายในเดือน มี.ค. คาดว่าผลกระทบจะมีจำกัด แต่หากยืดเยื้อเกินเดือน มี.ค. ออกไป ทุก 15 วันจะส่งผลต่อรายได้ 100150 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้บริหารยังไม่รวมในเป้ารายได้ เพราะประเมินว่าโอกาสยืดเยื้อยาวมีไม่มาก

เพื่อสะท้อนมุมมองดังกล่าว ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 69 ลง 6% เหลือ 16,555 ล้านบาท (เติบโต 4.5% YoY) ภายใต้สมมติฐานรายได้โรงพยาบาลที่ 110,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% YoY ซึ่งยังอยู่ในกรอบคาดการณ์ของผู้บริหารที่ประเมินว่ารายได้ทั้งปีจะขยายตัวเพียง 2-4% YoY

สำหรับไตรมาส 1/69 คาดกำไรปกติจะทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย YoY สอดคล้องกับรายได้เดือน ม.ค. ที่ขยายตัวเพียง 2% YoY แม้ได้แรงหนุนจากผู้ป่วยต่างชาติ แต่ผู้ป่วยไทยยังทรงตัวจากเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ประกอบกับฐานโรคระบาดเดือน ก.พ. ที่สูงในปีก่อน และฝุ่น PM 2.5 ที่ลดลง นอกจากนี้ช่วงเดือนรอมฎอนและความตึงเครียดในอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อความสะดวกในการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติ อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับผลประกอบการ QoQ คาดกำไรฟื้นตัวจากฐาน ไตรมาส 4/68 ที่ต่ำ และการบริหารต้นทุนที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้นได้

ฝ่ายวิจัยปรับราคาเหมาะสมปี 69 อิง DCF ใหม่ อยู่ที่ 24.00 บาท โดยยังมี Upside สูง 23% จากราคาหุ้นปัจจุบัน ซึ่งถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนที่กังวลต่อความเสี่ยงสงครามอิหร่าน คงคำแนะนำ "ซื้อ"


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ