นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน [AMATA] กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวมในปี 69 ไว้ที่ 2,800 ไร่ โดยครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ สปป.ลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค
บริษัทเตรียมงบลงทุนในปี 69 กว่า 1 หมื่นล้านบาทเพื่อพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา "Industrial City" หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา "All Win" มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
นายวิกรม กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 69 ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยสงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว
ดังนั้น ภาคการผลิตและนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน"นายวิกรม กล่าวอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของกลุ่ม AMATA ในปี 69 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล
การปรับโครงสร้างมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่ Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ, Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์
นอกจากนี้ AMATA ยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 69 เตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 83 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%
ปัจจุบัน โครงการของ AMATA เป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500
นายวิกรม กล่าวถึงสถานการณ์ในสงครามในตะวันออกกลางว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยหลักๆ มาจากประเด็นความเพียงพอของปริมาณน้ำมัน และทิศทางของราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปสูงหรือไม่ เพราะประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการต่างๆ ได้ และนำไปสู่ผลกระมบต่อค่าครองชีพของครัวเรือนที่อาจสูงขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม มองว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญจากผลพวงของสงครามในตะวันออกกลางนั้น คาดว่าจะมาจากการที่เงินทุนจะเคลื่อนย้ายออกจากโซนพื้นที่ในตะวันออกกลางจะเคลื่อนย้ายเข้ามาในภูมิภาคที่มีโอกาสมากกว่าและมีความปลอดภัย โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวก ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องประกาศนโยบายดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้ามาลงทุนได้มากที่สุดโดยเร็ว และต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ที่มีนโยบายดึงดูดการลงทุน และมีการดำเนินการของหน่วยภาครัฐที่จริงจัง
นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน AMATA กล่าว บริษัทมั่นใจว่าในส่วนของอัตรากำไรสุทธิในปี 69 บริษัทจะรักษาให้ไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ 28% แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่บริษัทยังคงเดินหน้าในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ และเดินหน้าส่งมอบที่ดินให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) แล้วกว่า 2.11 หมื่นล้านบาทที่จะทยอยโอนเข้ามาหนุนต่อผลการดำเนินงาน