บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่าสหรัฐฯเริ่มสอบสวน 16 ประเทศ รวมถึงไทย ตามมาตรการ 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งให้อำนาจสหรัฐฯในการเก็บภาษี หรือมีมาตรการตอบโต้หากพบว่าทำการค้าไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ ในส่วนของไทยสหรัฐฯระบุว่ามีหลักฐานบ่งชี้ว่าไทยมีกำลังการผลิตและปริมาณการผลิตส่วนเกินในเชิงโครงสร้าง โดยยังคงมีดุลการค้าสินค้าเกินดุลในระดับโลกในภาคส่วนต่างๆ อาทิ ยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา และเกินดุลการค้าสินกับสหรัฐฯอยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567
สำหรับ Timeline ต่อไป สหรัฐฯจะเปิดให้ประเทศต่างๆส่งข้อมูลเข้ามาประกอบการพิจารณาคดีตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.-15 เม.ย.69 และในวันที่ 5-8 พ.ค.69 จะมีการ Hearing ที่สหรัฐฯ
จากภาพข้างต้นเรามองเป็น Sentiment เชิงลบต่อ SET Index โดยเฉพาะต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกสินค้า อย่างไรก็ดี ในแง่สินค้านั้น เรามองว่าความเป็นจริงแล้วควรพิจารณาจากสินค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯเป็นหลัก มากกว่าที่จะกล่าวถึงสินค้าที่ไทยเกินดุลกับโลก เนื่องจากเป็นปกติที่ประเทศที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative advantage) ในสินค้าใด ย่อมมีโอกาสที่จะเกินดุลกับโลกในสินค้านั้นๆ
ดังนั้น เราจึงมองถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯอาจดำเนินการสอบสวนสินค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดยสามารถแสดงสินค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯสูงสุด 3 อันดับแรก ในปี 2568 และหุ้นที่อยู่ในกลุ่มสินค้าข้างต้น (ในกรณีที่มีหุ้นเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มสินค้าข้างต้น) ซึ่งมีแนวโน้มได้รับ Sentiment เชิงลบ ได้ดังนี้
1) เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าฯ: CCET, DELTA, HANA, HTECH, KCE
2) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กลฯ
3) ยางและของที่ทำด้วยยาง: NER, STA, STGT, TEGH, TRUBB