นายปิยะ เตชากูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอทีพี 30 [ATP30] เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้อย่างมีเสถียรภาพของฐานลูกค้าเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว โดยมีมูลค่าสัญญาในมือ (Backlog) จำนวน 1,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป
นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพิ่มสัดส่วนการให้บริการด้วยรถไฟฟ้าลดความผันผวนด้านต้นทุนพลังงาน เพื่อคงความสามารถในการทำกำไรให้อยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ ซึ่งจะส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีความพร้อมในการขยายฐานลูกค้า ตลอดจนการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในด้านต่างๆ

สำหรับความเสี่ยงด้านพลังงานจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนด้านต้นทุนควบคู่กับการบริหารเส้นทางเดินรถ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งวางแผนสต๊อกน้ำมันและจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมรองรับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความผันผวนด้านราคาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ บริษัทมีแนวทางบริหารความเสี่ยงผ่านสัญญาที่สามารถปรับค่าบริการตามราคาน้ำมัน (Floating rate) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของสัญญาทั้งหมด
ด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ บริษัทยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็น Green Industry Support Partner แก่ภาคอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้าน ESG ใน Scope 3 โดยวางแผนเพิ่มรถบัส EV อีก 30 คัน จากปัจจุบัน 29 คัน เพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเตรียมขยายสถานีชาร์จพลังงาน Solar Roof & Smart Charger อีก 3 แห่งใน จ.ระยอง จ.สระบุรี และ จ.ปทุมธานี ภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มจุดชาร์จให้เพียงพอต่อการให้บริการในพื้นที่ต่างๆ และมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Green Mobility
"ความต้องการใช้รถบัส EV มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากกระแสความต้องการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม และปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ATP30 มีแผนเพิ่มสัดส่วนให้บริการรถบัสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า ควบคุมต้นทุนพลังงานให้มีเสถียรภาพ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ ตามความต้องการจริงของลูกค้าและภาวะเศรษฐกิจ"นายปิยะ กล่าวปัจจุบัน ATP30 มีรถรับส่งพนักงานจำนวน 747 คัน แบ่งเป็นรถบัสจำนวน 277 คัน รถมินิบัส จำนวน 51 คัน รถตู้ จำนวน 388 คัน รถกระบะ จำนวน 2 คัน และรถไฟฟ้า จำนวน 29 คัน ประกอบด้วย รถมินิบัสไฟฟ้า จำนวน 21 คัน รถบัสไฟฟ้า จำนวน 5 คัน และรถมินิแวนไฟฟ้า จำนวน 3 คัน
ส่วนผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 805.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.23% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 730.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 58.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.46% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 45.54 ล้านบาท