ดราม่าคริปโทฯ ระหว่าง "แอ็คมี่" วรวัฒน์ นาคแนวดี และ "อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ" ไม่จบง่าย ๆ เมื่อคุณแอ็คมี่มีการฟ้องต่อศาลอาญาในกรณี "หมิ่นประมาท" งานนี้คงได้แต่รอให้ศาลตัดสิน เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว!!
ดราม่าคริปโทฯ ไม่จบง่าย ๆ เมื่อ "แอ็คมี่" วรวัฒน์ นาคแนวดี ยื่นฟ้องคดีอาญา "อี้" แทนคุณ จิตต์อิสระ ในข้อหาหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในคริปโทฯ และรับประกันผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า โดยมีการอ้างว่าความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งทาง "แอ็คมี่" ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าว "ไม่เป็นความจริง"
วันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา "แอ็คมี่" ได้ยื่นฟ้องและศาลรับฟ้องเป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.750/2569 ในคำฟ้องได้มีการระบุว่าจำเลยมีการแถลงข่าวต่อหน้าสื่อและถ่ายทอดสดผ่านโซเชียล กล่าวหาว่านายวรวัฒน์มีพฤติการณ์หลอกลวงนักลงทุน พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะกล่าวหาว่าเป็น "มิจฉาชีพ" หรือ Scammer ซึ่งทาง "แอ็คมี่" ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียง, ความน่าเชื่อถือ, และเครือข่ายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมาย, ให้โฆษณาคำขอขมา และชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลเห็นสมควร
ในช่วงท้าย "แอ็คมี่"ระบุว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ "กระแส" แต่คือ "ข้อเท็จจริง" ซึ่งศาลจะเป็นผู้ตัดสินใจต่อไป
เกาะติดข่าวดังจากเมืองนอก เมื่อทาง SEC สหรัฐและ CFTC ได้มีการประกาศ "Landmark Crypto Clarity" หรือ "ความชัดเจนครั้งประวัติศาสตร์" เพราะทั้ง 2 หน่วยงาน มีการตกลงร่วมกันได้แล้วว่าอะไรคือ "หลักทรัพย์" และอะไร "ไม่ใช่หลักทรัพย์"
ล่าสุด 2 หน่วยงาน SEC สหรัฐ และ CFTC ได้ออกเอกสาร 68 หน้า บางสินทรัพย์คริปโทฯ ออกอย่าชัดเจน เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1: Digital Commodities (ไม่ใช่หลักทรัพย์) เช่น BTC, ETH, XRP, ADA, SOL, DOT, DOGE, SHIB, LINK, LTC, BCH, APT, AVAX, HBAR, XLM, XTZ กลุ่มนี้จะถูกมองเหมือน "ทองคำ" หรือ "น้ำมัน"
กลุ่มที่ 2: Digital Collectibles (ไม่ใช่หลักทรัพย์) จะเป็นพวก NFT, ไอเทมในเกม และเหรียญมีมต่าง ๆ
กลุ่มที่ 3: Digital Tools (ไม่ใช่หลักทรัพย์) เช่น Utility Token, บัตรสมาชิก, ตั๋ว หรือสิทธิการใช้งานต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะชัดเจนเลยว่าเน้น "การใช้งาน" ไม่ใช่ "การลงทุน"
กลุ่มที่ 4: Stablecoins (ไม่ใช่หลักทรัพย์) อันนี้จะครอบคลุมแค่เหรียญ stablecoin ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย GENIUS ACT เท่านั้น ถือเป็นเหรียญที่ตรึงมูลค่า 1 ต่อ 1 กับดอลลาร์ จะไม่ถูกมองเป็นหลักทรัพย์
กลุ่มที่ 5: Digital Securities (เป็นหลักทรัพย์) คือ สินทรัพย์ที่เป็น "หลักทรัพย์อยู่แล้ว" แต่ถูกนำมาแปลงเป็นโทเคน หรือ Tokenize เช่น หุ้นของ NVidia, Tesla หรือ Alphabet และถึงแม้ว่าเกณฑ์ตรงนี้จะยังไม่ได้ final 100% เพราะต้องรอให้ผ่านสภาคองเกรสก่อน แต่ "ความชัดเจนครั้งประวัติศาสตร์" ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจริง ๆ ยิ่งไม่เคยเห็นในยุคของ Gary Gensler เลยด้วย
ล่าสุดจะเห็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ของโลก อย่าง BlackRock เริ่ยทยอยซื้อ Ethereum กันแล้ว สาเหตุที่เขาซื้อก็เพื่อนำไปเตรียมความพร้อมสำหรับกองใหม่ที่สามารถนำ Ethereum ไป staking แล้วสามารถรับผลตอบแทนได้ด้วย
กองใหม่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนมิติของเหรียญ Ethereum ไปเลย เพราะสะท้อนถึงสถาบันที่มองคริปโทฯ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เก็งกำไร แต่เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้!! และที่สำคัญ นักลงทุนสามารถเข้าถึงผลตอบแทนจากการ Staking ได้ โดยไม่ต้องตั้ง Validator Node ไม่ต้องดู Private Key ด้วนตัวเองอีกต่อไป
จริง ๆ แล้ว BlackRock เคยส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่ากำลังเตรียมเปิดกองทุนที่มีการนำสินทรัพย์ไป Staking โดยในเอกสารมีการระบุว่า กองทุนนี้จะมีค่าธรรมเนียมผู้สนับสนุน (Sponsor fee) อยู่ที่ 0.25% ต่อปี และจะมีโปรโมชั่นลดค่าธรรมเนียมลงเหลือ 0.12% สำหรับสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ส่วนแรก 2.5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 12 เดือนแรกหลังเปิดตัว
นอกจากนี้ รายได้จากการ Staking จะถูกแบ่งออก โดยผู้สนับสนุนกองทุนอย่าง BlackRock และผู้ให้บริการอย่าง Coinbase Prime จะได้รับส่วนแบ่งรวมกัน 18% ของผลตอบแทนรวม (Gross staking rewards)
ส่วนที่เหลือจะเป็นผลตอบแทนสุทธิที่ไหลเข้าสู่กองทุน และสุดท้ายจะตกถึงผู้ถือหน่วยลงทุน
ทั้งนี้ กองทุนจะกัน Ethereum ไว้ประมาณ 5% ถึง 30% โดยไม่ได้นำไป Staking เพื่อรองรับการสร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุน รวมถึงความต้องการด้านการดำเนินงานของกองทุน
https://youtu.be/VlsujxplahA