นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร "สุกี้ตี๋น้อย" (Suki Teenoi) เปิดเผยว่า สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 42% หรือแตะระดับ 13,000 ล้านบาท และกำไรแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ตั้งงบลงทุน 1,200 - 1,300 ล้านบาท ในการขยายสาขา พร้อมเปิดแบรนด์ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ ซึ่งคาดเห็นความชัดเจนในไตรมาส 2/69 อีกทั้งสร้างครัวกลางและศูนย์กระจายสินค้าในภาคอีสาน เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งวัตถุดิบ และรองรับแผนการขยายสาขาเชิงรุกในภาคอีสาน คาดแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชัดเจนในปี 70
โดยปีนี้เร่งขยายสาขา 60 แห่งทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์ Suki Teenoi และ Teenoi PLUS+ , Teenoi BBQ, Teenoi Gold และเปิดแบรนด์ร้านอาหาร จากปัจจุบันมีสาขาครอบคลุม 35 จังหวัด และมีแผนขยายเพิ่มเติมอีก 22 จังหวัด หรือคาดสิ้นปี 2569 บริษัทจะมีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ครอบคลุม 57 จังหวัด เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ "ขยายสาขา แตกแบรนด์ เพิ่มความคุ้มค่า" ควบคู่กับการรักษาจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย โดยในส่วนของ Product Strategy ภายใต้โมเดล "ตี๋น้อย PLUS+" ราคา 299 บาท ได้เพิ่มความหลากหลายของเมนูและยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค ผ่านหม้อน้ำซุป 3 ช่อง พร้อมตัวเลือกซุปหลากหลาย อาทิ หม่าล่าเข้มข้น และหม่าล่านม ที่ได้ "เชฟโฮ" (Mr. Kwok Hing Ho) เจ้าของ HO KITCHEN SEAFOOD เข้ามาร่วมพัฒนาเมนูน้ำซุปให้มีเอกลักษณ์และรสชาติที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ยกระดับไลน์อาหารด้วยเมนู Sushi ภายใต้การดูแลของ "เชฟน้อย" ในรูปแบบ Omakase เพื่อสร้างประสบการณ์และคุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียม เสริมด้วยน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ รวมถึงเมนูใหม่อย่าง Soft Serve และอาหารทานเล่น เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค
"ตลาดในปัจจุบัน เป็นตลาดของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้มองหาเพียงความอิ่ม แต่ต้องการ ประสบการณ์ที่คุ้มค่า โมเดล ตี๋น้อย PLUS+ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว โดยยังคงจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในด้านรายได้และฐานลูกค้าในระยะยาว"ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน บริษัทยืนยันว่าไม่มีแผนปรับขึ้นราคาในอนาคตอันใกล้ โดยกลยุทธ์หลักคือการบริหารจัดการต้นทุนด้วยการทำสัญญา ล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า 6-12 เดือน โดยเฉพาะเนื้อสัตว์นำเข้า ส่วนราคาเนื้อหมูในปีนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วยให้บริษัทบริหารจัดการกำไรได้ดีขึ้น
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยมูลค่าตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท โดยสุกี้ตี๋น้อย มีส่วนแบ่งในตลาดอยู่ที่อันดับที่ 2 หรือมีส่วนแบ่งราว 30% ซึ่งตั้งเป้าหมายขึ้นชิงส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งในอนาคต ขณะที่แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทต้องการเข้าจดทะเบียนในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีการเติบโตที่มั่นคง ซึ่งช่วงปลายปีนี้จะพิจารณางบการเงินและแผนการเข้าตลาด คาดเห็นความชัดเจนในปี 70
ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงปี 25682569 สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 9,147 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 864 ล้านบาทลดลง 26%จากปี 67 เนื่องจากการทำกิจกรรมทางการตลาดหรือการจัดโปรโมชั่นโดยเฉพาะในไตรมาส 4/68 ซึ่งดึงดูดจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการรวมทั้งปีอยู่ที่ 36.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34% และในไตรมาส 1/69 มีจำนวนลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโต 36% สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์และความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตจากงวดเดียวกันปีก่อน 34% และมีการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) อยู่ที่ 3.5% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตทั้งจากสาขาใหม่และสาขาเดิมไปพร้อมกัน อีกทั้ง ความสำเร็จของ "ระบบสมาชิก" ผ่านการพัฒนาระบบ "TN FAMILY" ของสุกี้ตี๋น้อยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีสมาชิกในปัจจุบันประมาณ 3,100,000 ราย และมียอดที่เข้าใช้บริการเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 40,000 รายต่อวัน
ด้าน นายกิติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [JMART] กล่าวว่า กลุ่มเจมาร์ทยังคงสนับสนุนการเติบโตของสุกี้ตี๋น้อยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมศักยภาพให้กับสุกี้ตี๋น้อย รวมถึงการสร้าง Synergy ร่วมกับธุรกิจในเครือ เช่น JAS ASSET, JAYMART MOBILE และ J VENTURES เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว