สงครามตะวันออกกลางกำลังคุกกรุ่น ยังไม่รู้ว่าจะจบเร็วหรือยืดเยื้อไปนานแค่ไหน แต่ในด้านผู้ประกอบการไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ธุรกิจยังต้องไปต่อ ดังนั้นการปรับกลยุทธ์เพื่อเติบโตไปข้างหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างธุรกิจโรงแรม และอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนพอสมควรทำให้การขยายตัวอาจมีจำกัด แต่ไม่ใช่กับ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล [MINT] เพราะเขามีกลยุทธ์ Asset Light ที่จะผลักดันการเติบโตโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล
Exclusive Interview ใน EP. นี้ เราได้พูดคุยกับ คุณชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ MINT เปิดเผยกับ "อินโฟเควสท์" ว่า MINT ได้วางเป้าหมายการเติบโต 3 ปีข้างหน้า (ปี 69-71) โดยรายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 6-8% ต่อปี ส่วนกำไรสุทธิโต 15-20% ที่จะมาจากการลดต้นทุน การเติบโตแบบ Asset Light การปรับปรุง Digital ที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายชัยพัฒน์ อธิบายว่า การเติบโตแบบ Asset Light เป็นการเติบโตได้รวดเร็ว ได้แก่ การรับจ้างบริหารโรงแรม การขยายสาขาแบบเฟรนไชส์ โดยสามารถใช้แบรนด์ของ MINT ที่มีจุดแข็งและมีหลากหลายแบรนด์ และแพลตฟอร์มที่สามารถให้ทั้ง Promotion Platform หรือ Royalty Platform ซึ่งได้เตรียมความพร้อมให้กับเจ้าของที่หรือเจ้าของร้าน ดังนั้น รายได้กลุ่มนี้จะไม่มีต้นทุนมากและจะเข้ามาบันทึกเป็นกำไรได้มาก ส่งผลให้กำไรเติบโตมากกว่ารายได้ และอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ก็สูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ การเติบโตแบบ Asset Light ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมาก ทำให้บริษัทไม่ต้องก่อหนี้มาก
ตามแผน 3 ปีข้างหน้า MINT ต้องการขยายเพิ่มจำนวนโรงแรมจาก 638 แห่งในสิ้นปี 68 เป็น 850 แห่ง ในปี 71 และใน 5 ปีหรือในปี 73 จะมีจำนวน 1,000 โรงแรม ส่วนธุรกิจอาหาร เพิ่มจาก 2,746 สาขาในปี 68 เป็น 4,150 สาขาในปี 71 ซึ่งปรับสัดส่วนร้านที่เป็นเฟรนไชส์มากกว่าเป็นเจ้าของเอง จากปัจจุบันที่เป็นเจ้าของเองเกือบ 60%
นายชัยพัฒน์ กล่าวว่า MINT จะไม่ใช้เงินลงทุนมากมาย แต่จะลงทุนกับการสร้างแพลตฟอร์ม หรือเข้าไปบุกตลาดใหม่ เพื่อสร้างที่ทำให้เราสามารถเติบโตเป็น Asset Light ได้ในอนาคต โดยอาจจะร่วมทุน (JV) กับพันธมิตร ซึ่งเล็งเห็นว่าพันธมิตรจะพา MINT เติบโตแบบ Asset Light ในพื้นที่ใหม่
"กลยุทธ์นี้ เราต้องทำให้แบรนด์ของเราแข็งแรง ดึงดูดคนที่จะมาใช้แบรนด์ของเราในอนาคต ทำให้เราเติบโตเร็วขึ้น ในแง่ทำกำไรก็ดีขึ้น...ทำให้หนี้สินต่อทุนน่าจะดีขึ้นด้วย"นายชัยพัฒน์ ยังกล่าวว่า บริษัทฯจะมีทีม Business Development เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่สำคัญของโลก และที่สำคัญที่สุด ความแข็งแกร่งของแบรนด์ มีจำนวนแบรนด์ที่หลากหลาย ทำให้เป็นที่ดึงดูดกับเจ้าของที่ดินที่สนใจให้บริหารโรงแรม ขณะเดียวกันแบรนด์ร้านอาหารของ MINT ก็เป็นที่รู้จัก กระจายอยู่ทั่วโลกอยู่แล้ว จึงง่ายที่จะขยายเฟรนไชส์ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว
นายชัยพัฒน์ คาดหวังว่าสถานการณ์ตะวันออกลางกระทบกับ MINT ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี MINT ได้มีการกระจายความเสี่ยงธุรกิจอยู่แล้ว โดยโรงแรมและร้านอาหารกระจายไปในทั่วโลก มากกว่า 60 ประเทศ หากพื้นที่ใดมีปัญหาก็จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยในตะวันออกกลาง MINT มี 27 โรงแรม เมื่อเทียบกับทั้งพอร์ต คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 5% หากสถานการณ์จบภายในตะวันออกกลาง MINT เองก็คงไม่ได้รับผลกระทบมาก
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้ด จะทำให้คนลังเลที่จะไปเที่ยว มีการยกเลิกการเดินทาง ยกเลิกการจองห้องพัก ก็คาดว่าจะรับผลกระทบมากขึ้น อย่างไรก็ดี MINT จะปรับกลยุทธ์หากไม่มีการเดินทางระยะไกล จะทำการตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเดียวกันเอง เช่น ในยุโรป ในเอเชีย ขณะที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมในยุโรป บริษัทได้ทำการล็อกราคาพลังงานด้วยสัญญาระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทจะติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการตลาดหรือกลยุทธ์ให้ทันกับสถานการณ์
โดยที่ผ่านมาในช่วงโควิด บริษัทได้ปรับตัวเองให้ลีนขึ้น มีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำลงระดับหนึ่ง และได้โครงสร้างธุรกิจ ทำให้มีประสิทธิภาพมาก
"สิ่งที่เป็นกลยุทธ์หลัก อย่างแรกคือ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ให้มี Winning Brand Portfolio อย่างที่สอง การไปเชื่อมโยงหาพันธมิตรหลัก เพื่อให้การเติบโต Asset Light ดีขึ้น มี JV Partner ทำให้เรามีธุรกิจไป Penetrate Market หลากหลาย นี่ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือ การสร้าง Productivity หรือสร้างมาร์จิ้นให้มากขึ้น ที่ Asset Light มาช่วยได้ "นายชัยพัฒน์ กล่าวhttps://youtu.be/u_YAe4ECQIA