บมจ.การบินกรุงเทพ [BA] ผู้บริหารสายการบินบางกอกแอร์เวยส์ ประกาศปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ย 15-20% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ สะท้อนต้นทุนน้ำมันพุ่งขึ้น และขึ้น Fuel Surcharge รวมถึงได้ทำ Hedging 30% บรรเทาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่ระบุว่ายอดจองตั๋วล่วงหน้าเดือนเม.ย.-ก.ย. 69 ยังเติบโต 1% แม้ไตรมาส 2/69 จะลดลง 3% แต่ไตรมาส 3/69 เพิ่มขึ้น 9% เส้นทางสมุยยังแข็งแรงดี ส่วนเส้นทางอื่นลดฮวบ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปอีก 2-3 เดือนอาจจะต้องทบทวนเป้าหมาย วอนรัฐบาลช่วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน JET

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BA เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นแรงรับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทเตรียมปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 เฉลี่ย 15-20% ในบางเส้นทาง เช่น กรุงเทพ-สมุย และปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) 50-60 เหรียญสหรัฐสำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ
อีกทั้งบริษัทได้เร่งทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ในอัตรา 30% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด ในราคาเฉลี่ย 80-90 เหรียญ/บาร์เรลไว้ตลอดทั้งปี

นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า ณ วันที่ 16 มี.ค.69 บางกอกแอร์เวย์มียอดจองตั๋วล่วงหน้าในเดือนเม.ย.-ก.ย.69 เพิ่มขึ้น 1% หรือ 655,484 ที่นั่ง แม้ว่าในไตรมาส 2/69 ลดลง 3% โดยเฉพาะในเดือนเม.ย.เส้นทางในประเทศลดลง 19% เส้นทางต่างประเทศ ลดลง 10% และเส้นทางสมุยลดลง 4% แต่ในไตรมาส 3/69 ยอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้น 9%
อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อยอดจองล่วงหน้าก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยลูกค้าหลักของ BA เป็นต่างชาติ หรือยุโรป 80% อาจจะเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นที่ไม่ใช่สายการบินตะวันออกกลาง ก็จะไม่กระทบกับการต่อเครื่องในแถบตะวันออกกลาง แต่ตั๋วจะแพงขึ้นตามดีมานด์ซัพพลาย
ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารทรงตัวเท่ากับปีก่อนที่ 4.3 ล้านคน ค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ย 4,200 บาท/เที่ยวบิน ขณะที่จำนวนเที่ยวบินลดลง 2% มาที่ 48,000 เที่ยวบิน และจำนวนให้บริการที่นั่ง 3,300 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลง 5% จากปีก่อน แต่จะผลักดันอัตราส่วนบรรทุกผูโดยสาร (Cabin Factor) เพิ่มเป็น 80% จาก 76% ในปีก่อน แต่มีโอกาสทบทวนหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ แม้ว่าช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. สถานการณ์การบินคึกคักดีมาก
เหตุผลที่ปีนี้อาจไม่เติบโต เนื่องจากจำนวนฝูงบินแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25 ลำ ปีนี้คาดว่าจะมี 22-26 ลำ โดยจะรับมอบ 2 ลำในปลายปี และหากขยายเส้นทางบินจะทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเกินกว่าที่เคยเป็น ดังนั้นหากคงขนาดกำลังผลิตไว้เท่าเดิม ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ น่าจะรักษากำไรไว้ไม่ให้ต่ำกว่าปีก่อนได้ โดยหลายเส้นทางที่เคยบินเคยทำรายได้ดีและมีอนาคต แต่หลังโควิดทำให้พฤติกรรมคนเดินทางเปลี่ยนไป บริษัทจึงต้องกลับมาทบทวนคงเส้นทางบินที่ทำกำไรได้ไว้ ไม่อยากเพิ่มเส้นทางบินที่อาจเกิดผลขาดทุน ดังนั้นจึงมองว่าเป็นจุดที่เหมาะสมแล้ว
"เรามองว่าเส้นทางบินในปีที่แล้วกับปีนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ขยายไม่ยาก ถอยยากกว่า เป็นบทเรียนตอนโควิด ลดไซส์ยากกว่าขยายไซส์ เราจึงค่อนข้าง Conservative รอให้เรามั่นใจก่อนดีกว่าค่อยขยับ แต่พอสิ่นเดือน ก.พ.ค่อยมาเล็งกันใหม่ ตัวเลขที่คิดไว้ จะได้อัพเดทใหม่อีกครั้ง"นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า ในฐานะนายกสมาคมสายการบินในประเทศ ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงการคลังเพื่อขอพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยาน (Jet) เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยปัจจุบันเก็บกว่า 5 บาท/ลิตร ในอดีตทางการเคยลดภาษีให้ในช่วงโควิดเหลือ 0.20 บาท/ลิตร แต่สถานการณ์ปัจจุบันขอให้ช่วยลดลงเท่าใดก็ได้ เพื่อช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายของสายการบิน
สำหรับธุรกิจครัวการบิน (catering) ของ BA ก็น่าจะรับผลกระทบจากลูกค้าหลักที่เป็นสายการบินตะวันออกลาง อาทิ สายการบินเอมิเรต สายการบินเอธิฮัด สายการบินกาตาร์ ที่หยุดทำการบิน รองลงมาเป็นธุรกิจบริการภาคพื้นดินและคาร์โก้ ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องลดลงตามลูกค้ารายใหญ่
ในด้านการยกระดับศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทคาดว่าจะเริ่มปรับปรุงสนามบินสมุยในไตรมาส 2/69 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11 ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอิน พร้อมเครื่องเช็กอินอัตโนมัติรวม 40 จุด กำหนดแล้วเสร็จในปี 73
ขณะเดียวกัน สนามบินตราดได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่น อาทิ แอร์บัส A320 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี
ด้านการบริหารจัดการฝูงบิน ในปีนี้ฝูงบินปัจจุบันประกอบด้วย เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน 1 ลำ แอร์บัส A319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ มีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่จำนวน 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ 2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปีนี้ และทยอยรับมอบไปจนถึงปี 71
นายคมกริช งามวงศ์วิโรจน์ ผู้อำนวยการแผนกลูกค้ารายใหญ่และผลิตภัณฑ์รายได้เสริม BA เปิดเผยแผนด้านการขายและการตลาดในปีนี้ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยสาร โดยคาดการณ์สัดส่วนการขายจากช่องทางเว็บไซต์ 26% และช่องทางอื่น ๆ 74% (BSP Agent, Online Travel Agent, Call Center, Codeshare เป็นต้น) โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรสายการบินและเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเป็นสำคัญ
หากจำแนกตามภูมิภาคตลาดยุโรปจะเป็นลูกค้ากลุ่มหลัก ซึ่งสร้างรายได้สูงสุด 40.3% อันดับสองคือตลาดไทยและอาเซียน 33.5% อันดับสาม ภูมิภาคอเมริกามีสัดส่วนที่ 8.2% ตามด้วยภูมิภาคเอเชียเหนือ 6.7% ออสตราเลเชีย 4.6% เอเชียใต้ 3.6% และภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และแอฟริกา คิดเป็น 2.6%
นายคมกริช กล่าวถึงกลยุทธ์การขายในปี 69 ได้แก่ การขายเชิงรุกในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากยังมีความต้องการเดินทางเข้าไทยสูง และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ประกอบกับผลพวงความได้เปรียบจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยสูงขึ้นด้วยเช่นกัน กลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการเดินทางและท่องเที่ยว อาทิ รัสเซีย ตะวันออกกลาง และยุโรป รวมถึงตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น คาซัคสถาน ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศฟรีวีซ่าอย่าง จีน และอินเดีย
และขยายการเชื่อมต่อตรงผ่านระบบกลุ่ม API, NDC และ Direct Connect ให้มากขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อบัตรโดยสารผ่านเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา (Metasearch) และตัวแทนจำหน่ายตั๋วออนไลน์ (OTA) เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้บริษัทกระจายการขายสู่ตลาดทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เดินหน้ากิจกรรมการตลาดและจัดแคมเปญร่วมกับ OTA อย่างต่อเนื่อง รวมถึง ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Kayak พันธมิตรทางธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือค้นหาการเดินทางชั้นนำ เพื่อเพิ่มการมองเห็นและต่อยอดโอกาสทางการขายสู่กลุ่มลูกค้าของ Kayak
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าความร่วมมือกับสายการบินพันธมิตรที่เปิดเส้นทางใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป อาทิ Thai Airways, LOT Polish Airlines และ Condor เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและการขายจากเมืองต้นทางสู่จุดหมายปลายทางของบริษัท โดยเน้นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายให้กับผู้โดยสารและสัมภาระ นอกจากนี้ บริษัทได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บมจ.เมืองไทยประกันภัย และอลิอันซ์ พาร์ทเนอร์ส (ประเทศไทย) นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยการเดินทางและบริการประกันภัยอื่น ๆ แบบครบวงจร ผู้โดยสารสามารถเลือกรับความคุ้มครองไปพร้อมกับการสำรองที่นั่งผ่านช่องทางเว็บไซต์ของบริษัทได้โดยตรง