บลจ.บัวหลวง (BBLAM) กลับมาผงาดหลังเขย่าองค์กรดึงนายบรรณรงค์ พิชญากร จาก บล.บัวหลวง มานั่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBLAM หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ของ BBLAM เติบโตแค่ 1-2% มาร์เก็ตแชร์อันดับ 4 จากอดีตเคยมียอดขายกองทุนลดหย่อนภาษีอันดับหนึ่ง ขณะที่ซีอีโอใหม่ประกาศแผนดัน AUM โตต่อเนื่องปีละ 10% สอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่เติบโตปีละ 9-10% โดยมีแผนออกกองทุนใหม่กระจายลงทุนทั่วโลกสร้าง Core Port สำหรับลูกค้า ขณะเดียวกัน ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกเสิร์ฟข้อมูลการลงทุนในภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นายบรรณรงค์ กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติเข้าถือหุ้นทั้งหมดใน บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) ตั้งแต่ไตรมาส 3/68 ปัจจุบันได้แต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่เข้าไปทำงาน โดยตนเองเข้ารับตำแหน่ง CEO และ นายธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) เพื่อทำงานร่วมกับทีมบริหารเดิม และเตรียมแผนรองรับการผสานธุรกิจจัดการกองทุนของทั้งสององค์กรในอนาคต
ณ สิ้นปี 68 มูลค่า AUM ของ BBLAM (เมื่อรวมกับ BCAP ที่ราว 1 แสน ลบ.) มีมูลค่ารวม 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมา BBLAM ได้ปรับปรุงและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการดำเนินการให้ได้ในระดับสากล มีการพัฒนาปรับปรุงขั้นตอนการวิเคราะห์การลงทุน การดำเนินงานต่างๆ การติดตามผลและการตรวจสอบในส่วนงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
นายบรรณรงค์ กล่าวยอมรับว่า ในปีที่แล้ว AUM ของ BBLAM ไม่ค่อยเติบโต ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา AUM เติบโตเพียง 1-2% เท่านั้นขณะที่กองทุนลดหย่อนภาษี ทั้ง LTF และ RMF ก็มีการทยอยไถ่ถอนออกไป โดยกองทุน LTF ปัจจุบันมีเม็ดเงินคงค้างอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท จากแต่เดิม BBLAM เคยครองอันดับหนึ่งสำหรับกองทุนลดหย่อนภาษี ดังนั้น ในปี 69 คาดว่าจะผลักดัน AUM ให้เติบโตใกล้เคียงภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่ 10% และเติบโตต่อเนื่องปีละ 10%
ส่วนแผนงานในปี 69 จะพัฒนาโปรดักส์ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคารกรุงเทพ (บริษัทแม่) ทั้งกลุ่ม BBL Wealth และกลุ่ม Mass ลูกค้าทั่วไป และเป็นโปรดักส์ที่เป็นทางเลือกให้ผลตอบแทนดี อีกทั้ง BBLAM จะกลับมาร่วมมือใกล้ชิดกับธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นช่องทางหลัก (สัดส่วนยอดขาย 99%) ตัวแทนขาย (Selling Agent) รายใหญ่ อาทิ Finnomena บล.บัวหลวง (BLS) บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต [BLA] รวมถึงทำงานร่วมกับ WealthX (บริษัทในกลุ่ม บมจ.แอลทีเอ็มเอช [LTMH] หรือ ลงทุนแมน) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้ข้อมูลการลงทุนแก่ผู้แนะนำการลงทุนและเครือข่ายสาขา และขยายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบริการกิจกรรมการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน BBLAM มีกองทุนที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกมากถึง 16 ราย ที่นำเสนอกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างดีให้กับผู้ลงทุน
โครงการ Multi-Manager Partnerships ช่วยดึงความร่วมมือจากพันธมิตรระดับโลกที่โดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อนำเสนอบริการให้กับผู้ลงทุน ซึ่งช่วยให้ BBLAM สามารถมีและพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายกระจายความเสี่ยงได้เหมาะสม โดยได้รับข้อมูลด้านการลงทุนและการบริการที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม เพื่อให้ความรู้และให้ข้อมูลที่อัพเดทกับผู้แนะนำการลงทุนของธนาคาร ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน รวมถึงผู้ถือหน่วยลงทุนของเรา
นายธนาวุฒิ กล่าวเสริมว่า พาร์ทเนอร์ระดับโลกที่เคยเป็น Fund Partner จะเปลี่ยนเป็น Knowhow Partner โดยจะเราจะให้ข้อมูลกับลูกค้าเพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้กองทุนใหม่นี้จะเป็นการลงทุนกระจายทั่วโลก ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ที่สามารถสร้างเป็น Core Port ได้ โดยการลงทุนยือดหยุ่นตามการรับความเสี่ยงของแต่ละคน คาดว่าจะสามารถออกได้ในไตรมาส 3/69 ทั้งนี้ จะออกเป็นซีรีส์ จำนวน 5 กอง ทยอยออกตั้งแต่เดือน ก.ค.69
นายบรรณรงค์ กล่าวว่า กองทุนใหม่ดังกล่าวจะเข้าไปเติมช่องว่างสินค้าที่มีให้ครบและตอบโจทย์ลูกค้า โดยคาดหวังจะช่วยเพิ่ม AUM สูงขึ้น ทำให้เป็นกองทุนที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว และสามารถ DCA ได้ โดยบริษัทเดินหน้าวางแผนการโอนธุรกิจจาก BCAP คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการ และขยายผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสูง
ทั้งนี้ BCAP มีความโดดเด่นในด้านกองทุน Passive Fund เน้นรองรับกับลูกค้า High Net worth แต่ไม่มี Mass Product ขณะที่ BBLAM โดดเด่นในแง่กองทุน Active Fund ทั้งสอง บลจ.เป็นบริษัทลูกของธนาคารกรุงเทพ หลังจากนี้ ลูกค้าจะไม่ต้องสับสน และจะมีโปรดักส์ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน BBLAM กล่าวว่า สำหรับมุมมองด้านการลงทุน จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยสำคัญกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้ GDP อาจถูกปรับลดลง
ในสถานการณ์ปัจจุบัน BBLAM แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์ Triple R ได้แก่
- Reduce: ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ (Neutral)โดยขายทำกำไรบางส่วนและลดหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะตลาดที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีจีน หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่
- Rotate: หมุนลงทุนเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนตราสารหนี้ เน้นพันธบัตรระยะสั้นและตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
- Remain Diversified: คงการกระจายความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมันและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
BBLAM เชื่อว่า กลยุทธ์ Triple R จะช่วยรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
ด้านนายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ทีม Investment Strategy ของ BBLAM กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่อาจจะยืดเยื้อจะส่งผลให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีแนวโน้มจะแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะทำให้นโยบายที่หาเสียงไว้ผลักดันได้ยากเพราะเสียที่นั่งให้พรรคตรงข้าม ทรัมป์อาจจะถูกสอบสวน รวมถึงภายในพรรครีพับลิกันเสียงแตกทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุนทรัมป์ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐยังดีอยู่แต่แนวโน้มค่อยๆ ชะลอลง โดยในไตรมาส 1/69 GDP คาดเติบโต 2% จากก่อนหน้าคาดไว้ 2.6% อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่สงครามตะวันออกกลางน่าจะจบภายในครึ่งแรกปี 69 (เม.ย.-มิ.ย.)
ขณะที่ไทย จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นคาดกระทบเศรษฐกิจไทยแต่หากสงครามลากยาวไป 3 เดือน กดดัน GDP โตเหลือ 1.6-1.07% จากเดิมคาดไว้ 2% จะและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นไทยไม่ถูกไม่แพง มี P/E 15 เท่า แต่ประมาณการณ์กำไรไม่โต อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน Upgrade Earning ใน 3 กลุ่ม คือ น้ำมัน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ BBLAM คาด EPS ปีนี้ที่ 91-93 บาท/หุ้น บนสมมติฐานที่ GDP โต 2% แต่หาก GDP โต 1.8% คาด EPS อยู่ที่ 89 บาท/หุ้น ส่วนดัชนี SET คาดปีนี้อยู่ที่ 1,580 จุด ส่วนแนวรับที่ 1,280 จุด