นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในงาน Thailand and Asia-Pacific Infrastructure Outlook 2026 ว่า ตลาดตราสารหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวในระยะกลาง จากปัจจัยหลายประการ เช่น การบริหารเงินทุนของธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้น แรงกดดันต่อการใช้เงินลงทุนภาครัฐจากระดับหนี้สาธารณะที่สูง รวมถึงความต้องการจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว
โดยสัดส่วนผู้ออกตราสารหนี้ด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ สะท้อนถึงปัจจัยด้านซัพพลายและดีมานด์ โดยผู้กู้ในภาคโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายในประเทศโดยมีต้นทุนที่ต่ำ จากธนาคารและผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร จึงลดความจำเป็นในการออกตราสารหนี้ต่างประเทศ และจำกัดจำนวนธุรกรรมที่เข้าสู่การจัดอันดับเครดิต
ฟิทช์ ได้เลือกใช้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตแบบ Project Finance แทนแบบ Corporate สำหรับตราสารหนี้โครงสร้างพื้นฐาน โดยพิจารณาจากลักษณะของสินทรัพย์ โดยโครงสร้างหนี้และโครงสร้างธุรกรรม การจัดอันดับเครดิตแบบ Project Finance จะใช้สำหรับสินทรัพย์ที่มีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจหรือมีลักษณะกึ่งผูกขาด รองรับด้วยสัญญาระยะยาว และโครงสร้างที่คุ้มครองเจ้าหนี้ ซึ่งมีการแยกความเสี่ยงจากการล้มละลาย
ขณะที่ผู้ออกตราสารแบบ Corporate ยังเผชิญการแข่งขันมากกว่า และโดยทั่วไปมีเงื่อนไขหนี้ที่คุ้มครองเจ้าหนี้น้อยกว่า ซึ่งการวิเคราะห์แบบ Project Finance พิจารณาอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt service coverage ratio) หรืออัตราส่วนความครอบคลุมตลอดอายุโครงการ (Project life coverage ratio) เพื่อประเมินความสามารถของกระแสเงินสดในการรองรับหนี้ที่ทยอยครบกำหนดชำระคืน ส่วนการวิเคราะห์แบบ Corporate จะมุ่งเน้นไปที่อัตราส่วนหนี้สิน เช่น หนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (net debt/EBITDA)
นายวินเซนต์ มิลตัน มองว่า ปัจจัยของสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และการที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถเปิดได้อย่างเต็มที่ มีผลกระทบต่อกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาและนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ประกอบกับ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นสูง และค่าเงินของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อ่อนค่าลง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ฟิทช์ ยังคงเฝ้าติดตามผลกระทบที่จะตามมาหลังจากนี้ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐและอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนและยืดเยื้อมาแล้วนับเดือน
สถานการณ์ของราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะราคาสินค้าอุโภคและบริโภคที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีมาตรการออกมาอย่างไร ประกอบกับการใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
อีกทั้งฟิทช์ ยังคงติดตามในแง่การบริหารเงินทุนสำรองของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นภาพที่สะท้อนความแข็งแกร่ง และความสามารถในการบริหารในช่วงที่เกิดวิกฤติ ซึ่งแต่ละประเทศในเอเชียแปซิฟิก ถือว่ามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ปัจจุบันยังไม่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลและความเสี่ยง
นายโอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายด้าน เช่น ระบบขนส่งมวลชน ทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ ซึ่งมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการเชื่อมโยงการค้าระดับภูมิภาค
แต่การออกตราสารหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังมีจำนวนจำกัด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากธนาคารและภาครัฐ ทำให้นักลงทุนสถาบัน เช่น บริษัทจัดการกองทุน บริษัทประกัน และกองทุนเพื่อการบำนาญ มีโอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไม่มากนัก ฟิทช์คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มเปลี่ยนไปในระยะกลาง พร้อมกับการเติบโตของตราสารหนี้โครงสร้างพื้นฐาน