นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บมจ.แสนสิริ [SIRI] กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญปัจจัยกดดันจากเกณฑ์สินเชื่อและหนี้ครัวเรือน แต่แสนสิริสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างโดดเด่น ส่งผลให้ยอดขายไตรมาส 1/69 สามารถทำได้ 1.33 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 28% ของเป้าทั้งปี และทะลุเป้าในไตรมาสแรกที่วางไว้
การที่ยอดขายในไตรมาส 1/69 สามารถทำได้ดี สะท้อนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และคุณภาพโครงการแสนสิริท่ามกลางสมรภูมิราคาที่ดุเดือด รวมถึงได้แรงหนุนจากการตอบรับในกลุ่มเรียลดีมานด์และนักลงทุนในโครงการเปิดใหม่ อาทิ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา, เลิฟ เจริญนคร, นาราสิริ บรมราชชนนี และการเข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่สร้างยอดทะลุเป้า 2 พันล้านบาท ภายใน 4 วัน
นอกจาก ยอดขายที่เติบโตโดดเด่นแล้ว บริษัทยังมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) สูงกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ได้ถึงราว 50%
นายวิชาญ กล่าวว่า หากวิเคราะห์ในรายละเอียดพบว่ากลุ่มคอนโดมิเนียมได้รับการตอบรับดี ขณะที่แนวราบกลุ่ม Premium ทำยอดขายได้ดี แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่สูง โดยแสนสิริยังครองความเป็นผู้นำในกลุ่มลักชัวรี และซูเปอร์ลักชัวรี โดยเฉพาะแบรนด์นาราสิริ อย่างนาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา (Narasiri Victoire Krungthep Kreetha) และนาราสิริ บรมราชชนนี (Narasiri Borommaratchachonnani) ที่ปิดการขายเฟสแรกทันทีในรอบพรีเซล กวาดยอดขายรวมกว่า 1.5 พันล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์ แสนสิริและคุณภาพโครงการที่เป็นสินทรัพย์ทรงคุณค่าในระยะยาว
ถัดมาคือความสำเร็จจาก Strategic Location ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น รวมถึงตลาดฝั่ง EEC โซนภาคตะวันออก อาทิ พัทยา บางแสน ที่โดดเด่นมากคือภูเก็ตเติบโตแข็งแกร่งจากเรียลดีมานด์ และกลุ่มนักลงทุนที่มองหายีลด์สูง โดยมีไฮไลต์อย่างรีอา บาย แสนสิริ (RHEA by Sansiri) คอนโดมิเนียมใหม่ใกล้หาดสุรินทร์ มียอดขายต่อเนื่องกว่า 80% แล้ว ส่วนแนวราบอย่างสราญสิริ เกาะแก้ว รีทรีต (Saransiri Kohkaew Retreat) ที่มีกลุ่มนักลงทุนสัดส่วนถึง 90% ปล่อยเช่าให้ครอบครัวนักเรียนนานาชาติ
ขณะที่ อณาสิริ ป่าคลอก (Anasiri Paklok) ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติทั้งจีน รัสเซีย และนิวซีแลนด์ ส่วนเชียงใหม่ยังคงเป็น Top Destination ของ Digital Nomad ระดับโลก ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เติบโตต่อเนื่อง โดยอณาสิริ พายัพ (Anasiri Payap) ปิดการขายไปแล้วกว่า 90% และเศรษฐสิริ รวมโชค (Setthasiri Ruamchok) ที่รองรับครอบครัว Expat และนักลงทุนในโซน CBD ใหม่ของเชียงใหม่
และที่สำคัญแบรนด์ใหม่อย่าง เลิฟ เจริญนคร (Love Charoen Nakhon) ทำยอดขายไปแล้วกว่า 1,500 ล้านบาทในช่วงพรีเซล และอณาสิริ (Anasiri) ที่ได้มีการทำ Brand Refresh บ้านหลังแรกที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ กวาดยอดขาย 2 โครงการใหม่ (อณาสิริ พระราม 5 - สิรินธร และอณาสิริ ศรีนครินทร์ - แพรกษา 2) ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแบรนด์เศรษฐสิริมียอดขายที่ดีในทำเลศักยภาพอย่างดอนเมือง, บางนา, ราชพฤกษ์ และรามอินทรา
ในไตรมาส 2/69 แสนสิริวางแผนเปิดตัว 7 โครงการใหม่ แนวราบ 3 โครงการ คอนโดมิเนียม 4 โครงการ มูลค่ารวม 1.59 หมื่นล้านบาท เน้นสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ในแต่ละเซ็กเมนต์ ประกอบไปด้วย แนวราบ ได้แก่ เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ (Setthasiri Great Wongwaen Chatuchot) บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่โซนวัชรพล-รามอินทรา บนที่ดิน 100 ตารางวาขึ้นไป, เมเบิล ประชาอุทิศ 90 (Mabel Prachauthit 90) แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุด ราคาเริ่มต้นเพียง 5 ล้านบาท, บูก้าน วอยย์ กรุงเทพกรีฑา (Bugaan Voyy Krungthep Kreetha) หนึ่งใน Sansiri Luxury Collection ที่กระแสดีแม้ยังไม่เปิดโครงการ
ด้านคอนโดมิเนียม เตรียมส่งโครงการระดับไอคอนิกอย่าง เอ็กซ์ที เทน เอกมัย (XT 10 Ekkamai), เวีย 34 (Via 34), เวย์ พระราม9 (Vay Rama 9) และดีคอนโด วีเต (Dcondo Vite) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในทุกเซ็กเมนต์และทุกระดับราคา นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ในไตรมาส 2 ได้แก่ เวีย 61 (Via 61), เดอะ เบส เชิงทะเล (THE BASE Cherngtalay) และเดอะ เบส ศรีจันทร์ - ขอนแก่น (THE BASE Srichan Khonkaen)
"ท่ามกลางความผันผวนของราคาต้นทุนการก่อสร้าง แสนสิริใช้ความเชี่ยวชาญและกลยุทธ์ Speed to Market ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างที่สำคัญล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเปิดโครงการใหม่ แม้ปัจจัยภายนอกอย่างราคาพลังงานโลกที่เป็นต้นทุนหลักในการขนส่งจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเรามั่นใจว่าต้นทุนดำเนินงานรวมในช่วง 4-6 เดือนข้างหน้าจะยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้" นายวิชาญ กล่าวสำหรับปี 69 นี้ แสนสิริประกาศแผนธุรกิจเดินหน้าเปิด 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้านบาท ด้วยที่ดินที่รองรับไว้แล้ว 100% และตั้งเป้ายอดขาย 4.8 หมื่นล้านบาท และยอดโอน 3.9 หมื่นล้านบาท ด้วยจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านคุณภาพโครงการ, ดีไซน์, บริการหลังการขาย และความไวในการจับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้แสนสิริสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึง 9-10%