บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ประเมินผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ของธนาคาร 8 แห่งจะทำกำไรสุทธิรวม 5.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.5% yoy แต่เพิ่มขึ้น 6.4% qoq ส่วนกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) คาดจะอยู่ที่ 1.126 แสนล้านบาท ลดลง 6.3% yoy แต่เพิ่มขึ้น 9.2% qoq ขณะที่อัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมคาดลดลง -1.1% yoy และ -0.3% qoq นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) น่าจะลดลงเหลือ 2.91% (-45bp yoy, -14bp qoq) เพราะแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.0% ในไตรมาส 1/69 จาก 2.0% ในไตรมาส 1/68
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ยังคงเพิ่มขึ้น 13.3% yoy และ 9.6% qoq ในไตรมาส 1/69 โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และการทำธุรกรรม รวมถึงกำไรจากการลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบ
อัตราการสำรองหนี้สูญของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 8bp yoy และ 16bp qoq เป็น 150bp ในไตรมาส 1/69 โดยเชื่อว่าธนาคารยังระมัดระวังกับการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1/69 และไตรมาส 2/69 อีกทั้งในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยุติลงเมื่อใด จึงประเมินว่าธนาคารมีแนวโน้มพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในรูปแบบ management overlay ในช่วงครึ่งแรกของปี 69
ขณะที่ข้อมูลการขยายตัวของสินเชื่อรายเดือน ณ สิ้นเดือนก.พ. 69 ของกลุ่มธนาคารที่ทำการศึกษา 8 แห่ง ประกอบด้วย BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, TISCO, KKP และ CREDIT พบว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมในเดือนก.พ. 69 ลดลง 1.6% yoy แต่เพิ่มขึ้น 0.5% mom และลดลง 0.5% จากสิ้นปี 68
จากข้อมูลธนาคารทุกแห่งมีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกจากเดือนที่แล้ว แต่อัตราการเติบโตของสินเชื่อ YTD ยังคงติดลบ นำโดย BAY (-3.2%) TTB (-2.2% YTD) และ KBANK (-1.3% YTD) ซึ่งเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
ขณะที่ CREDIT, KKP และ KTB มีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกที่ 2.3% YTD, 2.0% YTD และ 1.6% YTD ตามลำดับ โดย CREDIT มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มจากความต้องการสินเชื่อของ SME ขนาดเล็กและ micro SME ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ KTB มาจากสินเชื่อที่ปล่อยให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 69-70 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.7% ในปี 69 โดยปัจจุบัน ธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.77 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีในอดีตที่ 0.66 เท่า ขณะที่เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5-8%
ต่อปีในปี 69-71โดยกลุ่มธนาคารอาจมี downside risk หาก NPL เพิ่มขึ้น, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่วน upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในเดือนเม.ย.นี้